Friday, May 20, 2005

ล่ารอยหมาจิ้งจอก


โดย เภา
23 มกราคม 2005

เมื่อวานวันเสาร์มาค้างที่บ้านลี หิมะตกขาวโพลนตลอดวัน ตอนเย็นออกไปเดินเล่นสำรวจพื้นที่รอบๆบ้านและที่ดิน มีโรงนาอยู่ประมาณสี่ห้าหลังโรงนาบางหลังดูเหมือนฟาร์มวัว เป็นแถวยาวๆและมีคอกให้วัวโผล่หัวออกมากินหญ้า บางโรงก็ดูเหมือนโรงนาเกี่ยวข้าวนวดข้าว บางโรงก็เป็นที่เก็บของขนาดใหญ่ เจ้าของที่เอาไว้เก็บของโละแล้ว(เช่นเครื่องซักผ้า เปียโนเก่า หนังสือเก่า ตู้โต๊ะโบราณ) และรถยนต์รถแทรคเตอร์ ที่รอบๆเท่าที่สำรวจมาเห็นมีเคบินอยู่ประมาณห้าหกหลัง เจ้าของที่เขาให้คนมาเช่าอยู่ (ลีเป็นหนึ่งในผู้เช่า) เคบินแต่ละหลังเป็นเคบินไม้ทาสีเขียวแบบฟาร์มเฮาส์ทั่วไป ประตูเป็นบานไม้หนักแบบเก่า มีบานพับเหล็กชิ้นใหญ่ดีไซน์แบบสมัยร้อยปีที่แล้ว เคบินพวกนี้ไม่ค่อยกันลมเท่าไหร่ ตอนนี้ลมหิมะพัดมาก็รอดเล็ดเข้าตามซอกประตูหน้าต่าง ถ้าไม่มีหน้าต่างกันลมอีกชั้นก็ต้องหาอะไรมาอุดให้แน่นหนา ตอนนี้ที่บ้านลีมีหน้าต่างแค่ชั้นเดียวก็หนาวนัก แต่เนื่องด้วยตำแหน่งบ้านอยู่หลังเนิน ก็เลยไม่แย่เท่าไหร่ ไม่เหมือนเพื่อนบ้านคนที่อยู่หน้าเนิน บ้านนั้นเขารับลมเต็มๆ เขาบ่นหนาวอุบ

เช้านี้ (วันอาทิตย์) เสียงลีเรียกให้ผลุดลุกจากที่นอนมาดูหมาจิ้งจอก เลยรีบคว้าแว่นตาโดดผลุงมาที่หน้าต่างห้องกินข้าว เห็นหมาจิ้งจอกสีส้มสองตัวยืนเก้ๆกังๆอยู่หน้าบ้าน ตัวมันเล็กนิดเดียวเอง ขนาดประมาณแมวตัวใหญ่ ปากเรียวสีดำ หางเป็นพู่ยาว ตรงปลายเหมือนไปจุ่มสีขาวมา ขายาวเหมือนใส่ถุงน่องสีดำ พอคว้ากล้องจะถ่ายกล้องดิจิตอลเจ้ากรรมก็เดินเครื่องช้าเกินแกง กว่าจะพร้อมให้ถ่ายเจ้าหมาสองตัวนั่นก็ย่องพรวดขึ้นเนินไปเสียแล้ว

รีบขุดเสื้อผ้าออกมาสวมกันให้หนาหนัก เสื้อแจ๊คเก็ตสามชั้น กางเกงล่าสัตว์คนละสามชั้น ถุงเท้าสองชั้น เสื้อโค้ทอีกหนึ่ง หมวกขนสัตว์ รองเท้าลุยหิมะ และที่ขาดไม่ได้ กล้องถ่ายรูป!

ย่ำๆกันไปยังที่หมาสองตัวนั่นมันยืนอยู่เมื่อสิบนาทีที่แล้ว เห็นรอยเท้าสองรอยดุ่มมาจากหลังดงต้นโอ๊คตรงข้ามบ้าน รอยเท้ายืนละล้าละลังแล้วก็เลี้ยว
คดขึ้นเนินไป

เดินน้ำตาไหลพรากๆเพราะลมพัดเฉียบบาดเนื้อหน้า ต้องคอยตลบผ้าพันคอขึ้นมาแล้วเอาหน้าซุก บนเนินนี้หิมะค่อนข้างบาง รอยตีนหมาสองตัวเริ่มจางลง จางจนกระทั่งไม่เห็นอะไร พอรู้ตัวว่าตามมาผิดทางก็ต้องวนกลับ ครึ่งทางหลังลีเห็นรอยตีนเล็กๆจางๆหนึ่งรอยเลี้ยวออกซ้ายไปตัวเอสคดเคี้ยวไปมา เราก็ดุ่มตามรอยนั่นไป ดูเหมือนว่าหมาสองตัวแยกทางเดินกันหากินเสียแล้ว

ลมพัดหนาหนักทำให้รอยตีนจางลงได้ง่าย รอยที่เห็นนั้นผลุบๆโผล่ๆ ต้องคอยสังเกตุให้ดีๆ ลีบอกว่าให้ดูตามพุ่มไม้และตามทางรั้วไม้ หมามันมักเดินหลบๆตามกำบังพวกนี้ เดินลงเนินมาลมพัดหิมะมาแรงเลือเกิน บางทีต้องเดินเอาหลังไปก่อนฝุ่นหิมะปลิวเป็นระลอกๆเหมือนเดินในทะเลทรายเลย แต่เป็นทะเลทรายสีขาว และแทนที่จะร้อนกลับหนาว

นั่นไงเจอแล้ว รอยยังสดๆอยู่เลย รอยตีนหนึ่งรอยย่องมาตามซุ้มรั้ว มุดรั้วไปอีกด้าน แล้วโยกย้ายเป้นตัวเอส มุ่งเข้าไปในพุ่มหนามข้างหน้า

เราปีนข้ามรั้วตามไปไม่ลดละ ตามรอยเข้าไปในพุ่มหนาม สงสัยว่าเรามาเจอรังของมันเข้าให้แล้ว ลีบอกถ้านี่ใช่บ้านมันจะมีรูทางเข้าขนาดประมาณครึ่งศอก เห็นมีรูอยู่รูหนึ่ง เล็กกว่าครึ่งศอก เล็กเกินกว่าหมาจิ้งจอกจะเข้าไปอยู่ได้ รอบๆรูนั้นมีรอยเท้าเข้าออก แต่ดูไม่เป็นตัวเอส ไกลออกไปหน่อยรอบๆพุ่มหนามนี้เอง เห็นรอยตัวเอสวนเวียนชวนให้สับสนนักว่าเจ้าของรอยมันเดินมาจากทางไหน และกำลังจะไปไหน มีรอยเส้นเห็นเป็นทางยาวเหมือนมีใครถูลากอะไรบางอย่าง ถัดขึ้นมาทางเหนือจากรอยสับสนอลหม่านนั้นมีรอยเท้าหนักๆ เหมือนมันกำลังวิ่ง กระโจน และตะครุบ จากร่องรอยการต่อสู้นี้หน่วยสะกดรอยสรุปได้ว่าหมาจิ้งจอกมันมาวนเวียนล่อกระตายไปกินนั่นเอง
หลังจากเห็นหลักฐานจากเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นนี้ การตามรอยก็ยังดำเนินต่อไป ทีนี้เราข้ามเนินไปอีกลูก มุ่งไปดงป่าข้างหน้า บนเนินนี้มองไม่เห็น

รอยตีนตามพื้นหิมะแล้วเพราะลมพัดฝุ่นหิมะมาแรงมาก กลบรอยไปหมด เห็นแต่หนามหญ้าสีน้ำตาลพุ่งขึ้นเป็นหย่อมๆ เราสวบๆกันมาวิ่งบ้างเดินบ้าง
เท้าจมลงไปในหิมะเกือบครึ่งแข้ง ขาเริ่มชาเล็กน้อย

ดงหนามนี้มีรอยตีนใหม่ๆอยู่หลายรอย รอยหนึ่งเดินเป็นเส้นตรง รอยกดของตีนมีลักษณะเป็นกีบเหมือนรอยกวาง นั่นไง รอยเจ้ากวางนอนพัก พื้นหิมะหลุบเป็นหลุมแบนกว้าง เห็นรอยพักอยู่สองรอยแล้วก็รอยกีบลุกย่ำเดินต่อไป

แต่เราอยากได้รูปหมาจิ้งจอก เราเลยเดินหารอยตัวเอส มุ่งตรงเนินไปอีกหน่อย ข้ามรั้วซุ้มมาอีกสองรั้ว พุ่มไม้ข้างหน้ามีลำธาร คนแถวนี้เขาเรียกลำธารนี้ว่าลำธาร“ ลิตเติ้ล ริเวอร์”

ตรงขอบลำธารนี้เป็นน้ำแข็งไปแล้วบางส่วน ต้องคอยดูให้ดี เพราะบางส่วนของน้ำแข็งอ่อนมีหิมะคลุมอยู่ ถ้าเผลอเหยียบบนน้ำแข็งอ่อนนี้อาจจะหกล้มตกลงไปขาแข้งหักได้ น้ำที่ไหลในลำธารพัดเอาน้ำแข็งก้อนเกล็ดลอยไปอยู่บนผิวหน้า น้ำแข็งก้อนบนผิวน้ำนี้ไหลแล่นแรงฉิว เดินต่อข้ามไปอีกฝั่งไม่ได้แล้ว เราแกะช๊อคโกแลตในกระเป๋าออกมาแบ่งกันแทะ เพิ่มพลังงานน้ำตาลในเลือดเล็กน้อย แล้วต่างคนต่างก็เดินสำรวจไปรอบๆ

นั่นไงไอ้หมาจิ้งจอก! ลีตะโกนเสียงหลงจากขอบซุ้มรั้ว ก้อนสีส้มน้ำตาลจ้ำพรวด ทะยานทางอีกฝั่งของลำธาร วิ่งหายไปบนเนินอีกฟาก อย่าว่าแต่คว้ากล้องเลย หลับตาพริบเดียวก็ไม่เห็นฝุ่นแล้ว อ้ายหมาจิ้งจอกนี่มันไวนัก

ถึงอย่างไรก็ได้เห็นหมาจิ้งจอกเป็นบุญตาหลังจากสู้อุตส่าห์สะกดรอยข้ามเนินหนาวมาหลายลูก นับว่าไม่เสียเที่ยวทีเดียว แต่ขากลับก็เหนื่อยเอาการ
เพราะต้องข้ามเนินหลายลูกรวดเดียว แถวนี้เขาว่ามีหมาจิ้งจอกมาอยู่หลายตัว มาบ่อยๆเดี๋ยวๆก็เจออีก การได้อยู่กับป่ากับเขาที่นี่มีเรื่องสนุกให้ทำเช้าจรดค่ำ ถ้าไม่มีงานที่ต้องสะสางวีคเอนด์นี้คงได้ออกไปล่ารอยสัตว์อีก

Monday, March 21, 2005

ตายดีกว่า?

รายงานโดย เภา

วันสองวันนี้ติดตามข่าว เทอรี่ ไชโว เช้า-เย็น อยู่ทางเมืองไทยได้ยินบ้างไหม? ทางนี้เป็นข่าวเกรียวกราวหน้าหนึ่ง เรื่องของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ร่างกายตกอยู่ในภาวะอัมพาต สมองไม่ทำงาน ขยับเขยืื้อนทำอะไรไม่ได้ กินอาหารผ่านทางหลอดสายยาง ผู้หญิงชื่อเทอรี่นี้เคยแต่งงานมีสามี แต่แล้วมีกรรมเกิดเป็นอัมพาตเมื่ออายุ 26 ขณะนี้ผ่านมา 15 ปี สามีมีครอบครัวใหม่ และมีลูกกับภรรยาคนใหม่เรียบร้อยแล้ว ส่วนเทอรี่ตอนนี้พ่อแม่เอากลับมาเลี้ยงดูแล

เรื่องที่ทำให้เป็นข่าวสำคัญก็คือว่า ตอนนี้สามีที่ว่านี้ ด้วยทนเห็นความทุกข์ทรมาณของเทอรี่ไม่ไหว จึงออกมาฟ้องศาลขอศาลสั่งให้เอาหลอดอาหารออกจากเทอรี่ แล้วปล่อยให้เธอตาย สิ้นบุญจากความทุกข์ทรมาณ ที่ประสบมานานนับหลายปี ส่วนทางพ่อแม่ที่ดูแลเธอมา ปฏิเสธที่จะให้เอาหลอดอาหารออก เพราะ เทอรี่นั้นยังเป็นบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังหายใจ ยังลืมตา ส่งเสียงได้ (แม้จะไม่เป้นภาษาก็ตามที) ยังตอบสนอง เมื่อมีคนเข้ามาในห้อง แต่ทางสามีกลับมองในทางตรงข้าม กลับมองเห็นว่าเธอเป็นผักไปแล้ว (ภาษาทางฝรั่งนี้เรียก vegetated) หมายถึงว่าแค่หายใจได้ มีชีวิตก็เหมือนไม่มีชีวิต นายสามีให้การว่าเมื่อเทอรี่ยังอยู่ดี เธอได้บอกกับเขาให้"ช่วย"หยุดชีวิตของเธอ หากเธอต้องตกอยู่ในสภาพทุกข์ทรมาณ นอนเหมือนสิ้นชีวิตดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้ นายสามีนำความนี้มาอ้างกับศาลว่า ความตายคือสิ่งที่เธอต้องการ แต่แน่นอน ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเทอรี่พูดกับสามีตามที่เขาอ้างจริงหรือไม่ พ่อแม่ของเธอขอร้องนายสามีว่า อย่าได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเทอรีอีกเลย ในเมื่อมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว ก็ขอให้ไปในทางของตน แม้จะยังไม่ได้หย่าขาดกับเทอรีก็ตามที เทอรีกับสามีของเธอก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาอีกแล้ว ปล่อยให้เป็นเรื่องในครอบครัวของเทอรีและพ่อแม่ของเธอเถิด ข่าวรายงานว่า ในบัญชีประกันชีวิตของเทอรีนั้นระบุว่า หากเธอตายสามีจะได้รับเงินประกันเป็นเงินหนึ่งล้านเหรียญ จึงมีผู้ข้องใจมองว่า สามีผู้นี้ไม่ยอมหย่าขาดและอยากให้เทอรีให้เธอตาย เพราะต้องการเงิน ขณะเดียวกัน มีบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเสนอเงินให้กับสามีคนนี้ เป็นจำนวนเท่ากับเงินประกัน คือหนึ่งล้านเหรียญ ขอให้เดินออกไปจากชีวิตของเทอรี แต่นายสามีไม่ยินยอม เนื่องจากความเห็นอันเด็ดเดี่ยว ที่ยืนกรานว่า ความตายคือสิ่งเดียว ที่เทอรีเคยบอกว่าต้องการ ฉะนั้นเขาจะทำเพื่อให้เธอได้ตายสมความตั้งใจ เงินจากผู้ไม่เกี่ยวข้องรายนั้น ไม่สามารถซื้อความมุ่งมั่นของเขาได้ เมื่อวานนี้ (19 มีนา) ศาลรับฟัง และออกคำสั่งให้ถอดสายอาหารของเทอรี่ออก ให้เธออดอาหารตายเองอย่างช้าๆ

เรื่องใหญ่ขึ้นเนื่องจากผู้แทนรัฐ (ฟลอริดา) นำเรื่องขึ้นสู่สภาคองเกรส เพราะเห็นว่าการตัดสินให้หญิงคนหนึ่งตาย ด้วยการอดอาหารนั้นเป็นเรื่องไร้มนุษยธรรม ไม่มีใครบอกได้ว่าการตายแบบนี้จะไม่เจ็บปวด และที่สำคัญกว่าประเด็นทั้งหมดคือ ใคร มีอำนาจตัดสินว่าใครควรอยู่ หรือใครควรตาย พ่อแม่ สามี ศาล ตัวผู้อยู่ในสถาณการณ์เอง หรือพระเจ้า? ในทางกฏหมาย การตัดสินความเป็นความตายของคนนั้นยังคลุมเครือ และกรณีแบบนี้เป็นกรณีที่เป็นนามธรรมอย่างที่สุด ต้องนำกฏหมายเกี่ยวกับการปลิดชีวิตขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ ตีความหาความหมายของคำว่า"ชีวิต"ใหม่ ชีวิตหมายถึงอินทรีย์สารที่กินอยู่หลับนอนได้ คิดได้ รู้สึกได้ หากคิดไม่ได้ แต่ทำอย่างอื่นได้ จะจัดว่าเป็นชีวิตหรือไม่ และจะรู้ได้อย่างไร ว่าหญิงเทอรีคนนี้คิดไม่ได้ รู้สึกไม่ได้ เรื่องนี้ไม่มีใครพิสูจน์ได้ หากอ้างว่าเพราะเธอกินไม่ได้ด้วยตนเอง ไปไหนมาไหนเองไม่ได้ ก็เท่ากับไม่มีชีวิตเป็นความทรมาณ แล้วทารกในครรภ์ที่อยู่ในภาวะเดียวกัน คือรับอาหารทางสายรก ไปไหนมาไหนเองไม่ได้นั้น ถือเป็นความทรมาณแล้วสมควรตายหรือไม่? อีกประเด็นทำที่ทำไห้เรื่องจบไม่ลง เพราะกฏหมายนี้กระทบกระเทือนถึงเรื่องการทำแท้งเสรี ที่เป็นเรื่องถกเถียงไม่จบไม่สิ้นระหว่างสองฝ่าย คือฝ่ายสนับสนุนให้การ​"ปลิดชีวิต" เป็นเรื่องของวิถีทางเลือก (Pro-Choice) และฝ่ายค้านที่สนับสนุนการ"อยู่รอด"ของชีวิต (Pro-Life) คงเคยได้ยินอยู่กลายๆเรื่องของ Democrats กับ Republican ที่เป็นปฏิปักษ์ไม่เคยลงรอยในความเห็นใดๆก็ตาม ในเรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องสุดขั้วอันหนึ่ง ทางฝ่ายสนับสนุนให้การตายเป็นเรื่องของ"ทางเลือก"ก็สนับสนุนให้ถอดสายอาหารของเทอรีออก เพราะการปล่อยให้เธอ"อยู่"นั้น"ไร้หัวจิตหัวใจ" ส่วนฝ่ายที่เห็นว่าการปลิดชีวิตก็คือ"การฆ่า"ไม่ว่าการปลิดชีวิตจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม ถือเป็นเรื่องอำมหิตย์"ไร้มนุษยธรรม"ยิ่งกว่า

ขณะนี้สภาคองเกรสปฏิเสธที่จะตัดสินแทนศาล และกล่าวว่าการนำเรื่องนี้มาให้คองเกรสตัดสินนั้น ไม่เหมาะสมเพราะคองเกรสไม่ใช่พระเจ้า ไม่สามารถชี้เป็นชี้ตายกับใครได้ หลังจากเรื่องเร้ารุมมากเข้า ศาลคนเดิมที่สั่งให้ปลดหลอดอาหารของเทอรี่ออก ก็นำคดีกลับมาพิจารณา แต่ไม่มีการยืนยันว่าจะตัดสินใหม่เมื่อใด ขณะนี้เป็นเวลาห้าวันแล้วที่เทอรีอยู่โดยปราศจากอาหาร หากศาลตัดสินให้ต่อหลอดอาหารเข้าดังเดิม ในเวลาเกินกว่าสิบวัน ก็จะเป็นการช้าเกินกว่าชีวิตจะกลับคืนมาได้

ข้าพเจ้ายิ่งติดตามข่าวนี้ก็็ยิ่งเห็นว่า เรื่องของนางเทอรีนี้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของชีวิตของหญิงคนหนึ่ง ที่กำลังจะอดอาหารตายเพราะศาลสั่งเท่านั้น แต่เป็นแบบฝึกหัดทางธรรม ที่ทำให้คนกลับมาเพ่งมองกลับมาที่ใจตน เพื่อพินิจพิจารณาตรรกของการมีชีวิตอีกครั้ง ข้าพเจ้าเลือกพิจารณาเหตุการณ์นี้ โดยการใช้ตรรกง่ายๆ ที่ไม่เกี่ยวกับหัวจิตหัวใจหรือมนุษยธรรมด้วยดังนี้ การที่คนอยากให้คนคนหนึ่งตายจากความทรมาณนั้น เกิดจากการเอาอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเข้าไปเปรียบเทียบ การเห็นภาพของคนป่วยที่เห็นตรงหน้า เกิดเป็นความเจ็บและทุกข์ในอารมณ์ของตน ฉะนั้น จึงสนองเหตุด้วยการกำจัดชีวิตของคนป่วยที่อยู่ตรงหน้า หาใช่การยึดติดในความรู้สึกของตัวเองไม่ คำถามของข้าพเจ้าคือนี่คือตรรกที่ถูกต้องแล้วหรือ? ในการจะเข้าไปชี้นิ้วว่าใครควรตายใครควรอยู่ ด้วยใช้ความรู้สึกส่วนตัวเช่นนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือ? การตายเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นเรื่องที่พระเจ้ากำหนด เป็นเรื่องของกรรมเวรที่บุคคลคนนั้นพึงต้องประสบและฝ่าฟัน ถือเป็นเรื่องที่คนอื่นพึงจะก้าวก่ายหรือ?

Tuesday, February 22, 2005

For the Sake of a Few Lines

แปลโดย เภา
(จากหนังของศิลปินชื่อ เบน ฌอน ที่คัดลอกบทความจากสมุดบันทึกของ มอลต์ ลูริดส์ บรกก์ มาลง)

การจะเข้าให้ถึงเส้นสายเพียงไม่กี่เส้นนั้น ศิลปินจำต้องมองผ่านสิ่งต่างๆ มาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่า จะเป็นเมือง ผู้คน หรือสิ่งของใดๆ ศิลปินจำต้องรู้จักมวลหมู่สรรพสัตว์ จำต้องเข้าใจถึงวิถีการร่อนเหิรของเหล่านก และจำต้องเข้าใจให้ซึ้งถึงท่วงทีของดอกไม้ที่เริ่มผลิบานในยามแรกเช้า

ศิลปินนั้นจำต้องรำลึกให้ได้ซึ้งถึงถนนหนทางในดินแดนไกลโพ้น ซึ้งให้ถึงการพบปะที่มิได้คาดหมาย ตลอดจนความอาลัยในการจากลา จำต้องซึ้งให้ลึกถึงวัยเยาว์ที่ไม่อาจใช้คำใดมาอธิบายให้ครบถ้วนได้ ซึ้งให้ลึกถึงวัยที่จิตใจถูกทำให้ดับแดดิ้น เมื่อพ่อแม่เอาความสุขสราญ (ที่คิดว่า เป็นของตน) ไปให้คนอื่น

ซึ้งถึงความประหลาดพิกลของวัยที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่งดงาม และแสนเลวเหลือจะทน จำต้องซึ้งให้ลึกถึงวันคืนในห้องหับที่เงียบงัน ถึงท้องทะเลในยามเช้า ถึงห้วงทะเลลึกไม่ว่า จะเป็นทะเลแห่งใดก็ตาม ถึงการเดินทางในรัตติกาลที่ใจพลุ่งบินไปกับดวงดาวดารดาษ ถึงความทรงจำในค่ำคืนแห่งรักที่แตกต่างไป และไม่เคยซ้ำซ้อน ถึงเสียงกรีดร้องของหญิงขณะเบ่งคลอด ถึงสาวอ่อนละมัยผู้หลับไหลอยู่ในเตียงของเด็กน้อย

มากไปกว่าความทรงจำที่งดงามเหล่านี้ ศิลปินยังต้องเคยผ่านประสพกับการอยู่ใกล้ความตายมาแล้วเช่นกัน ประสพการณ์ที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างที่เปิด เกิด แต่เสียงจ้อกแจ้กจอแจ

แต่กระนั้นความทรงจำอย่างเดียวหาเพียงพอไม่ ศิลปินจำต้องรู้ด้วยว่า เมื่อภาพเหล่านั้นมีมากล้นเกินไปก็ควรจะลบลืมไปเสียบ้าง และสู้รอคอยด้วยความอดทนให้ภาพเหล่านั้นกลับมาอีกครั้งเมื่อถึงเวลาอันควร

ความทรงจำเพียงสิ่งเดียวไม่เพียงพอสำหรับการสร้างสรรค์ ศิลปะจะยังไม่เป็นศิลปะจนกว่าสิ่งทรงจำทั้งหลายจะหลอมรวมเข้ากับเลือดเนื้อของศิลปิน หลอมผ่านการมอง การเยื้องย่าง หรือใดๆ ก็ตามจนไม่สามารถแยกแตกออกจากตัวของศิลปินอีกต่อไปได้

สุดท้าย ความเป็นศิลปะก็ยังมิผุดขึ้นจนกว่าเวลาที่บ่มกลั่นจะมาถึง เมื่อคำแรกของบทกวีผุดพร่างขึ้น เมื่อนั้นแหละ คือเวลาที่เชื้อหน่อของศิลปะได้ก่อเกิดขึ้นแล้ว

The Horse

By Pao

There was nobody else except the horse that was nibbling grass in the middle of the field. Among the old grass of winter, the brownish white body was almost invisible. This was the third time I saw this horse since I moved to this land. Every time, it always stood there. Alone.

I was crouching the fence and observed the strips of the blue mountain and the grass hills. The horse was standing there, at the bottom curve of the hill, nibbling left and right, getting things from the ground. Once in a while, it would turn its face towards my direction. I saw the two dark spots looked back at me, but the distance between us was far enough for the horse to keep its business going without wasting its time with me.

Since the horse was the only creature here, there was enough of a reason for me to get his company. I climbed over the fence from a street and walked into the sloping field, up and down, slowly towards the white animal. However, I kept the distance. Before I would get closer than ten feet to the horse, I stood still and continued to observe its business. I saw that it did not behave any differently than what he did ten minutes ago: eating, munching, and looking at me from time to time. The only difference was that it spent longer time looking at me. Eye contact was such a powerful thing. Now the horse started to move out of its spot and walked towards me, yet still nibbling things from the ground along the way. Slowly, it moved closer and closer.

It was a very big horse. With big belly bumped out on both sides and big strong high shoulders covered with furry creamy hair, this horse was bigger than any common working horses I had seen. Its head was about as long as my leg. Two big black eyes were round and clear as an onyx. Long white eyelashes made the eyes the sweetest. Now the horseís face was only one inch away from mine. With its head turned to its side, I thought it wanted to fully observe me. Then it used its big nose to sniff me, first at the left side of my front pants pockets where I kept my hand warm, then the right pocket where another hand of mine was. Then it sniffed me on my face, my torso, down to my legs, my boots, then again, back to where my hands were. I took out my hands and touched its nose, its jaw, down to its neck, and back to its head. From this closeness, I could sense the horseís smell. This smell was like a mixture of a piece of old leather and something green. It would not be called as a good smell, but somehow I felt it was an appealing scent.

(to be continued...)