Saturday, January 07, 2006

กรีซ 1







โดย ส. สนิทนึก

ตอน: พาเธนอน

วิหารพาเธนอนในความรู้สึกแว่บแรกของฉันนั้นคล้ายกับภาพวาดโมนาลิซ่า ที่ว่าคล้ายก็คือความงามความยิ่งใหญ่นั้นถูกเล่ากล่าวมานานนัก ในตำราว่างามไม่มีที่ติ คนเคยเห็นก็บอกว่าเป็นสิ่งศรีวิไลที่สุดสิ่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติมนุษย์ บางคนบอกว่าคือความมหัศจรรย์อันสมบูรณ์แบบ บางคนบอกว่าคือสรวงสวรรค์

ฉันยืนอยู่บนยอดเขาหินอะโครโพลิส (Acropolis) กลางเมืองเอเธนส์ ทั้งๆที่มหาวิหารตั้งอยู่ตรงหน้านี้ แต่ไม่รู้จะเริ่มมองความงามที่ตรงไหน เพราะในหัวมีคำกล่าวของชาวบ้านฝังหนาเป็นนิ้วๆ หนาจนยากจะฝ่ามองด้วยตาตัวเองสดๆ ที่เห็นก็คือเสาหินมหึมาที่เคยกลิ้งหลุนๆอยู่ตามพื้นจากรูปในหนังสือ ตอนนี้ถูกบูรณะไปวางต่อกัน เรียงเป็นเสาที่สมบูรณ์ รูปปั้นหน้าจั่วที่สาบสูญด้วยถูกชาติอื่นแย่งชิงไปก็ถูกก๊อปปี้ขึ้นมาใหม่ จากซากปรักหักพังที่แทบไม่มีอะไรเหลือให้ดู ก็กลายเป็นร่องรอยของอดีตที่ถูกร่างให้พอจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น

จากที่รู้มา วิหารพาเธนอนนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อนคริสตกาล ว่ากันว่าสร้างขึ้นเป็นที่บูชาเทพีอาเธนา (Athena) ผู้ปกปักษ์รักษากรุงเอเธนส์ และนอกจากนั้นก็ใช้เป็นท้องพระคลังของเมืองด้วย ด้วยยืนผ่านกาลเวลามาสองพันสี่ร้อยสี่สิบกว่าปี วิหารแห่งนี้ถูกครอบครองเปลี่ยนมือจากกลุ่มคนหลายเชื้อชาติด้วยกัน เริ่มจากพระเจ้าไซโมน (Cimone) กษัตริย์ชาวกรีกเป็นผู้สร้างเมื่อ 439 ปีก่อนคริสศรรตวรรษ โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมดสิบห้าปี อีกแปดร้อยกว่าปีต่อมา ในปี ค.ศ. 450 วิหารนี้ถูกเปลี่ยนโฉมหน้าให้เป็นโบสถ์คริสเตียน รูปปั้นเทพปกรนัมต่างๆถูกปลดริบออกเกือบหมด รูปหล่อบรอนซ์อันสมบูรณ์แบบต่างๆถ้าหากไม่ถูกหลอมทิ้งมาแปลงเป็นอาวุธก็หล่นหายกลางทะเลระหว่างพวกทหารโรมันเดินเรือไปยังเวนิส(ในปัจจุบันคือประเทศอิตาลี) อีกพันกว่าปีล่วงมา พวกเติร์กครอบครองดินแดนนี้ และได้เปลี่ยนวิหารนี้เป็นสุเหร่าของพวกตน ต่อมาในสงครามต่อสู้กับพวกเวนิสประมาณปี ค.ศ. 1600 พวกเติร์กใช้วิหารพาเธนอนนี้เป็นคลังเก็บระเบิดและอาวุธ แต่วันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุระเบิดลั่น วิหารพังแทบไม่เหลือ และด้วยความไม่รู้ค่าพวกเติร์กได้นำรูปแกะสลักเทพบางรูปที่ยังหลงเหลืออยู่ไปขายทอดให้กับชาติอื่นเสียเกือบสิ้น ต่อมาภายหลังที่ชาวกรีกได้รวมกันเป็นชาติกรีซ มหาวิหารแห่งนี้ก็ยับเยินเสียไม่มีชิ้นดี ไม่รู้นานเท่าไรจึงจะซ่อมเสร็จ

หลังจากที่พอจากแหวกม่านความคิดของคนอื่นออกมาได้บ้าง ฉันก็พอจะเห็นว่าความมหึมาของวิหารหินอ่อนแห่งนี้ ไม่ได้สร้างความรู้สึกหนักทึบหรือน่าเกรงขามแก่ผู้ดูชม ตรงกันข้าม กลับให้ความรู้สึกเชื้อเชิญให้เมียงมอง ให้พินิจดู ทั้งโครงสร้างและรายละเอียด สัดส่วนที่งามอย่างที่เรียกกันว่า "สัดส่วนทอง" เป็นความศรีวิไลทางการคำนวณอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้ที่กรีกโบราณได้ค้นพบ รายละเอียดของเหลี่ยมมุมและตัวเสา สร้างความรู้สึกเบาเหมือนลอยได้ ทั้งๆที่ตัววิหารนี้ทำจากหิน หลักฐานจากรูปสลักสีต่างๆในมิวเซียมทำให้เข้าใจว่าวิหารหินปูนสีขาวนี้ แต่เดิมไม่ได้เป็นสีขาว แต่เป็นสีต่างๆทั้งภายนอกภายใน ซึ่งแต่โบราณใช้วิธีลงสีแบบปูนเปียก(fresco)

ตามหลักฐานโบราณ เขาว่าในตัววิหารนี้เคยมีรูปหล่อเทพีอาเธนาอยู่ เป็นรูปหล่อจากทองแท้ๆและประดับด้วยงาช้าง สูงขนาดประมาณตึกสามชั้น ปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่าเทพีนี้หายไปเมื่อใดและไปอยู่ที่ไหน คาดว่าทองจำนวนตันๆคงถูกนำมาหลอมใช้จ่ายในสงครามสมัยใดสมัยหนึ่ง

มิวเซียมทางด้านหลังของวิหารนั้นเป็นที่เก็บรูปสลักต่างๆที่ขุดเจอโดยรอบ รูปสลักต่างๆในมิวเซียมเป็นของจริง ส่วนรูปสลักที่เห็นบนยอดหน้าจั่วกับตัวเสานั้นเป็นรูปหล่อก๊อปปี้ เห็นดังนี้ก็เป็นที่น่าเข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงไม่เอาของจริงมาไว้ที่ตัววิหาร เพราะถูกถล่มถูกขโมยมานับครั้งไม่ถ้วน อดีตที่มีค่าก็ต้องเอามาเก็บไว้ไม่ให้ใครแตะต้อง ไม่ให้ไปกรำแดดกรำฝนอีกต่อไป

รูปสลักหน้าจั่วที่ยังพอเหลือให้ดูก็เป็นเรื่องราวจากตำนานปรัมปราเกี่ยวกับเทพต่างๆที่สู้รบกับยักษ์ คล้ายๆรามายณะของทางอินเดีย หรือรามเกียรติ์ของไทยเรา ที่มีพระรามพระลักษณ์สู้รบกับยักษ์กรุงลงกา เห็นอย่างนี้แล้วก็พอจะเชื่อมจุดประวัติศาสตร์ความเชื่อได้ลางๆ ว่าเรื่องเทพต่อสู้กับยักษ์ของทั้งสองวัฒนธรรมนี้คงเป็นเรื่องราวที่มาจากแหล่งความเชื่อเดียวกัน ที่เชื่ออย่างนี้ก็เพราะชนชาติกรีกโบราณนั้นมีสายหลักที่อพยพมาจากสายอินโด-ยูโรเปียน ซึ่งก็คือสายเดียวกับพวกที่อพยพลงไปยังอินเดียนั่นเอง ที่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือภาษากรีกหลายคำมีเสียงและความหมายคล้ายกับภาษาสันสกฤตมาก คงไม่ผิดที่จะตีความว่ารากของความเชื่อทั้งสองชนชาตินี้มาจากที่เดียวกัน

รูปแกะสลักหลายๆชิ้นในมิวเซียมนี้ส่วนมากใหญ่โตและน่าทึ่งมาก งานแกะสลักนูนสูงรูปพญาสิงห์ตะปบลูกวัวนั้นน่ากลัวนัก ทั้งกล้ามเนื้อและกรงเล็บ ความเขม็งเกรี้ยวของท่าทางทำให้รู้สึกขนลุกขึ้นมาได้ อีกรูปที่เห็นแล้วตัวชาคือนางเมดูซ่าสาปให้ยักษ์กลายเป็นหิน ตัวนางเมดูซ่ามีงูร้อยม้วนเป็นพัสตราภรณ์ ยืนสาปด้วยกิริยาเย็นเฉียบ ช่างฝีมือเอกที่รับงานนี้คงเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในปฐพีทีเดียว เพราะสามารถดึงความลับในจิตใจมนุษย์มาใส่ในรูปที่ตัวปั้นได้

ยังมีรูปแกะสลักหินอ่อนชิ้นอื่นๆที่พลัดพรากจากวิหารนี้ไป หลายชิ้นไปตั้งอยู่ที่พิพิธพัณฑ์แห่งชาติของอังกฤษ ถือเป็นหนึ่งในคอลเล็คชั่นชิ้นเอกที่สร้างรายได้ให้กับพิพิธภัณฑ์อังกฤษเป็นอย่างมาก เหตุผลที่ของจริงระเห็จไปอยู่อังกฤษก็เพราะพวกเติร์กแงะเอาไปขายถูกๆด้วยไม่รู้ค่า แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่ยังหลุดรอดมาได้จากการเป็นเป้าลองกระสุนปืน หรือถูกเอาไปหั่นทำบันได!

น่าจะถือเป็นเรื่องกาลเวลาและโชคชะตาที่พัดพาไปขนาดนั้น นับเป็นร้อยปีที่อังกฤษครอบครองรูปสลักต่างๆเหล่านี้อยู่ กินเงินไปหลายหมื่นล้านปอนด์จากนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมงานอันเลิศเลอของชาวกรีก ก็เป็นธรรมดาที่ทำให้คนกรีกนั้นรู้สึกเป็นเดือดเป็นแค้น อยากจะได้งานแกะสลักที่ถูกเติร์กแอบเอาไปขายกลับคืนมา มีกลุ่มคนตั้งองค์กรเพื่อต่อรองกลับอังกฤษ ไปขอเจรจาให้ส่งรูปสลักต่างๆของวิหารกลับคืน ผู้นำขององค์กรนี้เป็นซูเปอร์สตาร์หญิงคนหนึ่งของกรีซที่ใช้ความโด่งดังมีชื่อเสียงเป็นตัวสร้างกระแสชาตินิยมขึ้น สั่งสมให้ประชาชนกรีกโกรธแค้นรัฐบาลอังกฤษ มีการประท้วงแบบทั้งอ่อนและแข็ง แต่อย่างไรก็ตามทีท่าของอังกฤษก็คล้ายๆกับจะเลิกคิ้วถามว่า แล้วไงเหรอ? เรื่องมันนานนมมากแล้วนะ เท่านั้นเอง

ของบางอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จะย้อนเข็มนาฬิกาก็คงไม่ได้ หากลองคิดดูเล่นๆอย่างนี้ ว่าถ้าอังกฤษคืนรูปปั้น พิพิธภัณฑ์ลูฟท์ในปารีสก็ต้องทำอย่างเดียวกัน ที่อื่นๆในโลกที่ได้รูปสลักจากไหนต่อไหนมา ไม่ว่าจะวิธีใดก็คงต้องส่งกลับคืนกันให้สับสนวุ่นวายไปหมด จริงอยู่ที่วัตถุทางศิลปวัฒนธรรมเป็นความภูมิใจของชาติ แต่ของชาติไหนก็ยังเป็นเรื่องถกเถียงกันไม่สิ้น

ย้อนกลับมาที่เอเธนส์ ยอดเขาหินอะโครโพลิสนี้อยู่สูงใจกลางเมือง ฉันมองไปรอบๆเห็นตึกรามบ้านช่องในเอเธนส์แผ่ไปไกลสุดลูกหูลูกตา ฝั่งหนึ่งสุดตาเห็นหุบเขา อีกฝั่งเห็นไปได้ไกลถึงฝั่งทะเลอีเจียน มองเห็นเรือเดินสมุทรอยู่ไกลลิบๆ แน่นอนที่ในสมัยโบราณยอดเขานี้จึงเป็นหนึ่งเดียวที่เล็งภัยจากข้าศึก และเป็นที่สุดท้ายที่จะถูกบุกเข้าถึง

ตีนเขานี้มีโรงละครกลางแจ้งแบบโคลอสเซียม อยู่สองโรง โรงหนึ่งมีชื่อว่า อีโรดิโอ (Irodio) ส่วนอีกโรงชื่อ ดีโอนิสซู (Dionissou) ปัจจุบันเขาก็ยังใช้เป็นที่แสดงดนตรีทุกๆฤดูร้อน น่าเสียดายที่มาฤดูหนาว ไม่งั้นคงได้นั่งฟังเขาบรรเลงเพลงที่นี่ ทางเดินรอบๆตีนเขาอะโครโพลิสนี้มีต้นมะกอกขึ้นอยู่เต็มไปหมด ถึงเอเธนส์จะเป็นเมืองใหญ่ แถบนี้ก็ยังเป็นธรรมชาติที่เขารักษาเอาไว้ได้

ขาลงจากอะโครโพลิส ฟ้าเริ่มมืด ฉันเดินลัดเลาะออกมาทางป่ามะกอกคดเคี้ยว ออกมาไกลเรื่อยจนถึงย่านตลาดนัดขายของที่ระลึก ผู้คนพลุกพล่าน เดินดูนู่นดูนี่จนฟ้ามืดสนิท มาถึงสแควร์ที่เรียกโมนาสเตอรากี มองย้อนไปยังยอดอะโครโพลิส เห็นไฟเปิดสว่าง เหมือนกับวิหารพาเธนอนลอยอยู่บนสวรรค์.

กรีซ 2


















ตอน: เอเธนส์

เอมาน่วลเพื่อนชาวกรีกโม้ว่าความภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติอันยาวนานเข้มข้นแบบนี้หาได้อยู่ไม่กี่แห่งในโลก และกรีซก็เป็นหนึ่งที่เข้มข้นที่สุด ถึงขนาดที่เรียกได้ว่าถ่มน้ำลายปรี๊ดลงไปตรงไหน ขุดลงไปก็เจอของเก่าของโบราณได้ตรงนั้น

โอลิมปิคเกมส์เมื่อปี 2004 ทำให้เอเธนส์ต้องขยายเมืองเป็นอันมาก สนามกีฬาแห่งชาติถูกสร้างใหม่ให้ไฮเทคใหญ่โต มีการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเพิ่มอีกสองสาย จากเดิมที่มีสายเดียวสั้นๆ สนามบินต่อเติมหรูหราใหญ่โต มีการต่อรถไฟฟ้าตรงดิ่งจากสนามบินเข้าเมือง สถานที่ราชการทาสีใหม่เอี่ยม เอมาน่วลบอกว่าเอเธนส์ถูกขัดสีฉวีวรรณเป็นอันมากในสามปีที่ผ่านมานี้ การจัดโอลิมปิคเกมส์นำความเจริญมาสู่เมืองได้เร็วดีจริง

รู้มาว่าระหว่างที่รัฐบาลกรีกขุดเจาะทำรถไฟใต้ดินเตรียมต้อนรับโอลิมปิคเกมส์กันจ้าละหวั่นอยู่นั้น โพรงใต้ดินหลายสายที่ขุดใหม่ก็ไปจ๊ะเอ๋กับโพรงที่เป็นท่อประปาเก่าสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ท่อประปาสมัยนั้นเป็นท่อดินเผา! วางเสียบเป็นข้อๆต่อกัน ข้อหนึ่งยาวประมาณสองฟุต แต่ละข้อมีฝาเปิดปิดด้านบนเอาไว้สำหรับเปิดมาทำความสะอาดหรือซ่อมแก้ไขเวลาท่อตัน แต่ละชิ้นมีสีวงกำกับเอาไว้ แต่ละเส้นทางเดินท่อก็ใช้สีที่ต่างกันไป ภายในตัวท่อก็ทาสีเคลือบกันซึม เรียกว่าไฮเทคมาก โพรงเก่าที่เลิกใช้แล้วบางโพรง คนโบราณก็เอาไว้เป็นโพรงเก็บขยะ ขยะที่ว่านี้คือเครื่องดินเผาที่แตกชำรุด หรือที่ใช้เบื่อแล้วก็เอามาโละทิ้ง

ภายในสถานีรถไฟใต้ดินจุดต่างๆ ทางสถานีเขาก็จัดเป็นพิพิธภัณฑ์โชว์ของโบราณที่ขุดพบ ณ จุดนั้นๆ สถานีไหนมีผนังสูงกว้าง เขาก็เปิดผนังโชว์ให้เห็นเป็นชั้นดินในยุคสมัยต่างๆที่ทับถมกันเป็นพันปี มีเครื่องหมายบอกให้เห็นว่ายุคไหนเป็นยุคไหน ทับถมอยู่นานแค่ไหน นับเป็นการให้การศึกษาแก่ประชาชนทั่วไปที่ผ่านไปผ่านมาแบบถึงเนื้อถึงตัวเลยทีเดียว

เมืองเอเธนส์นี้ถูกเหยียบย่ำด้วยเท้าจากคนหลายยุคหลายเผ่า หลักฐานที่เห็นได้ในชีวิตประจำวันก็คือสถาปัตยกรรมของหลายวัฒนธรรมที่เคยแพร่ผ่านมายังดินแดนแห่งนี้ มีตั้งแต่วิหารกรีกโบราณที่มีลักษณะเรียบสง่าอยู่เหนือกาลเวลา มีวิหารโรมันที่สร้างเลียนแบบมาจากของกรีกแต่ดัดแปลงในเรื่องของฟังก์ชั่น มีโบสถ์แบบไบแซนทีนที่มีลักษณะกลมๆป้อมๆ มีสุเหร่าของพวกเติร์ก มีตึกรามบ้านช่องแบบนีโอคลาสสิคที่สวยหวาน เอกลักษณ์ของแต่ละวัฒนธรรมที่เข้ามานี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ทุกวันนี้ก็อยู่รวมกันได้และถือเป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ชาติกรีกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย โชคไม่ดีที่เด็กสมัยใหม่ไม่ได้รับการศึกษาให้ภาคภูมิใจในเส้นทางประวัติศาสตร์ชาติตนเท่าไรนัก เพราะเกือบทุกที่ๆไปก็จะเห็นพวกกราฟิติคอยพ่นสเปรย์ทำลายตึกโบราณสวยๆ ป่าวประโคมความบ้องตื้นมือบอนของตนให้น่าเอน็จอนาจใจทุกครั้งไป

แหล่งที่ๆพอจะพ้นเงื้อมือพวกกราฟติบ้างก็พอมี อย่างแถบ โคโลนากี (Kolonaki) ที่เป็นโซนช้อปปิ้ง ศูนย์รวมแฟชั่นทั้งหลายจากยุโรปและอเมริกา ร้านรวงที่มีของดีไซน์เนอร์ดังๆ เดินดูได้เปิดหูเปิดตาความก้าวล้ำทางแฟชั่น แต่ถ้าจะซื้อของที่นี่คงทำให้กระเป๋าฉีกได้ไม่มากก็น้อย หากจะช้อปจริงๆแถวตลาดนัดใน โมนาสเตอรากี (Monasteraki) หรืออีกโซนที่เรียกว่า พลากา (Plaka) จะราคาสมน้ำสมเนื้อกว่า

ตามทางเท้าในเอเธนส์เขาจะปลูกต้นไม้เป็นจุดๆ เป็นแนวๆ ต้นไม้ที่ขึ้นง่ายและนิยมปลูกกันคือส้ม ฉันไปโชคดีที่เป็นหน้าส้มพอดี ไปไหนมาไหนก็เห็นส้มออกลูกกันกลมดิกสีสดจับใจ เต็มพุ่มส้มไปหมด น่ารักมาก บางที่ก็มีต้นมะนาวที่ออกลูกสีเหลืองอ๋อยเต็มพุ่มเหมือนกัน ด้วยความที่เคยเห็นแต่ส้มวางเป็นกองในซูเปอร์มาร์เก็ต มาเห็นต้นเป็นๆแบบนี้ก็อดดัดจริตตื่นเต้นไม่ได้ แถมอยู่ในเมืองอีกต่างหาก ลองเด็ดมาชิมลูกหนึ่ง เปรี้ยวจนหน้าเหย มิน่าเล่า มันถึงยังอยู่กันเต็มต้นอย่างนี้

เอมาน่วลพาไปเดินแถว เอริเดส (Aerides) ที่มีโรงแรมและผับบาร์กาแฟสำหรับคนบูติคที่ชอบมาสังสรรค์กัน ถนนนี้คล้ายๆกับถนนสีลมหรือหลังสวนบ้านเราในสมัยก่อนฟองสบู่แตก แต่แถบเอริเดสนี้กว้างขวางกว่ามาก แต่ละที่ก็ตกแต่งแข่งกันอย่างฟู่ฟ่าสุดขีด แม้เก้าอี้นอกร้านก็ยังเป็นเบาะโซฟา! ส่วนมากจะเป็นสีขาวหรือสีครีม คงเป็นเพราะทำให้ร้านสว่าง ที่นี่แม้อากาศจะหนาวยะเยือกเกือบศูนย์องศา คนกรีกเขาก็ยังนิยมนั่งโชว์ออฟกันนอกร้านมากกว่าในร้าน เอาท์ดอร์ฮีตเตอร์ก็เป็นของที่ทุกร้านจะขาดเสียมิได้ ฝั่งตรงข้ามมองไปเห็นวิหารพาเธนอนยามค่ำคืน สว่างไสวอยู่บนยอดเขาอะโครโพลิส ไม่ต้องเดาว่ามากินที่นี่ราคาต้องสูงแน่นอน

ผับบาร์ที่นี่นอกจากเสริฟแอลกอฮอล์แล้ว เมนูบังคับก็ต้องมีกาแฟ โดยเฉพาะ กาแฟกรีก หรือ Greek Coffee ที่มีลักษณะพิเศษอยู่ที่วิธีต้ม เขาจะใช้กาแฟป่นสดๆต้มกับน้ำในกาใบเล็กๆ จะให้หวานก็ใส่น้ำตาลกันเดี๋ยวนั้น ต้มให้ฟองฟ่อดแล้วก็เสริฟในถ้วยกาแฟใบเล็กๆ กรีกคอฟฟี่นี้เวลาชงเขาจะชงสำหรับเฉพาะคน ไม่มีการชงเยอะๆแล้วมารินแบ่งกันหลายๆถ้วย ก็ไม่ทราบแน่ว่าทำไม ทราบแต่ว่ากาแฟนี้หอมมาก และฟองกาแฟที่ลอยอยู่ทำให้การดื่มไหลลื่นนุ่มลิ้นดีมาก เวลาดื่มนี้มีข้อห้ามอย่างหนึ่งคือ ห้ามใช้ช้อนคนหรือเขย่ากาแฟให้เคล้าไปมาเป็นอันขาด เพราะผงกาแฟที่นอนก้นจะฟุ้งขึ้นมาปนกับน้ำกาแฟ คงไม่มีใครชอบดื่มกาแฟพร้อมกาก เสียอารมณ์เปล่าๆ ปกติแล้วฉันเป็นคนที่กินกาแฟแล้วเลือดพุ่งจี๊ด ตัวจะระเบิดเพราะพ่ายแพ้คาเฟอีน แต่มาที่กรีซนี้ล่อกรีกคอฟฟี่เช้าเย็นไม่มีอาการอะไรทั้งๆที่กาแฟนี้เข้มข้นมาก ก็นับว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่ได้ลิ้มของดีแล้วไม่เป็นอะไร คาเฟ่ที่เรามานั่งตกแต่งสีส้มแดง มีโคมไฟกระดาษห้อยคล้ายๆจะยึดคอนเซปต์แบบเอเซีย คนที่มาแถวนี้ก็แต่งตัวกันเปิ๊ดสะก๊าดดี สาวๆกรีกส่วนมากตาโตคิ้วเข้มจมูกคมเหมือนรูปแกะสลักหิน สวยดี

เดินไปตามถนนมีของอร่อยอย่างหนึ่งที่ถูกและหากินง่ายเหมือนกินก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา นั่นคือ Gyro เรียกตามแบบอังกฤษก็เรียกว่า ไจโร หรือเรียกตามแบบกรีกว่า กีโร เป็นเหมือนแซนด์วิชหมูย่างใส่โยเกิร์ต แป้งแซนด์วิชเป็นแป้งแผ่นกลมๆแบนๆเรียก Pita Bread คล้ายๆแป้งนานหรือโรตีแบบแขก แต่หนากว่าหน่อย ส่วนหมูย่างนั้นย่างเป็นแบบบาร์บีคิวแนวตั้ง แต่ละร้านร้านเขาจะจะมีเตาแบบที่มีเหล็กความร้อนวางเป็นแนวตั้ง หน้าเหล็กความร้อนมีแกนแหลมๆสูงๆเอาไว้เสียบหมู หมูที่เขาใช้เป็นหมูหมักชิ้นขนาดสเต็ค เสียบทับลงไปไม่รู้กี่ชิ้น จากนั้นก็หมุนให้สุก เวลาสั่งไจโร คนขายเขาก็จะเอามีดไปปาดๆผิวของท่อนหมูมหึมาที่หมุนได้นี้ หล่นลงมาเป็นชิ้นเล็กๆ คลุกเคล้ากับน้ำมันจากหมูย่างที่หยดลงมา แล้วก็รวบรวมมายัดๆใส่ในพีต้า เบรด พับครึ่ง หั่นมะเขือเทศใส่ลงไปสองสามชิ้น ปาดโยเกิร์ตลงไป บางที่เขาจะเสียบเฟรนช์ฟรายส์มาให้ด้วยสองสามชิ้น ท่อนหมูที่เขาหมุนนั้นก็หมุนไปปาดขายไปได้ทั้งวัน ตามร้านไจโรทุกที่นอกจากไจโรแล้วเขาก็จะมีหมูย่างก้อนๆเสียบไม้เรียกว่า Suvlaki อ่านว่า ซูฟลากี ไม้หนึ่งมีหมูประมาณสี่ห้าก้อน จิ้มกินกับโยเกร์ต กินสองไม้ก็อิ่มแปร้

ระหว่างที่เดินไปไหนมาไหนฉันมักจะสังเกตป้ายตามทางเอาไว้เผื่อหลง เห็นว่าภาษากรีกอ่านไม่ค่อยยากเพราะมีตัวอักษรแบบภาษาอังกฤษอยู่หลายตัว บางชื่อก็พอเดาๆได้ แต่ที่ทำให้สับสนอยู่บ้างคือตัวอักษรบางตัวที่ต่างไปจากภาษาอังกฤษโดยสิ้นเชิง เช่นที่เห็นเขียนเป็นตัว B ภาษากรีกจะออกเสียงแบบ V ที่เห็นเป็นตัว ^ หรือวีคว่ำออกเสียงเป็นตัว L ส่วนที่เห็นตัว H ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจะต้องออกเสียงเป็นตัว I ที่เห็นเป็น X ออกเสียงเป็น H ที่เห็นเขียนตัว P แต่ออกเสียงแบบ R ส่วนที่ต้องออกเสียง P นั้นเขาใช้สัญลักษณ์ π (Phi) และที่ต้องออกเสียง D ใช้สัญลักษณ์ ∆ (Delta) เป็นต้น แรกๆก็มึนงงอยู่บ้างแต่สองสามวันก็เริ่มอ่านได้

จะว่าไปลักษณะเมืองเอเธนส์นี้ก็คล้ายๆกับกรุงเทพอยู่เหมือนกัน คล้ายตรงที่ว่ามีเมืองเก่าโบราณเป็นศูนย์รวมใจของผู้คน บ้านเรือนของคนธรรมดาส่วนมากเป็นตึกแถว เป็นแฟลตเล็กๆ ทางเท้าส่วนมากแคบๆ บางทีต้องเดินหลบท่อหรือขี้หมา มีหมาหลงแมวหลงเดินหนังย่นอยู่ตามซอกตึก มีร้านขายของชำ ร้านขายเนื้อสด ร้านซ่อมเสื้อผ้า แฟชั่น มินิมาร์ท ร้านขายอาหารตามตึกแถวข้างถนน ตั้งสลับกันไป ผู้คนก็อาศัยอยู่ในละแวกที่มีการค้าขายนี้ คนมีเงินมากก็อยู่ใกล้เมืองตึกเก่าๆสวยๆ เงินน้อยลงไปก็อยู่ไกลออกไปในละแวกตึกแถวโทรมๆ ในเมืองมีรถติด มีควันเหม็นไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไร และด้วยความที่เป็นเมืองท่องเที่ยว ผู้คนจึงมีใจใฝ่อดีตและอนุรักษ์มรดกที่บรรพบุรุษสร้างมา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับโจทย์เรื่องการมองไปข้างหน้าด้วย

ระบบการปกครองของกรีกนี้เป็นระบบคล้ายๆกับบ้านเราคือเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หรือ Parliamentary ต่างกันตรงที่เขาเลิกมีกษัตริย์ไปนานแล้วและเป็นชาติที่เคยมีเชื้อสังคมนิยมเจือปนอยู่สูง เอมาน่วลพาไปดูตึกรัฐสภาใหญ่โตหรูหรา เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิค ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นพระราชวังของกษัตริย์ออตโตในสมัย ค.ศ. 1832 และมาเปลี่ยนเป็นระบอบรัฐสภาใน ค.ศ. 1911 ก็เมื่อประมาณเก้าสิบกว่าปีมานี้ นับดูแล้วเขาเป็นพี่เราประมาณยี่สิบกว่าปีในการใช้ระบอบประชาธิปไตย เอมาน่วลว่าถึงอย่างนั้นก็เถอะ คนที่นั่งอยู่ในรัฐสภาที่นี่ก็มีแต่พวกบ้องตื้นไม่ต่างกันทั้งนั้น ไม่เห็นมีใครอยากแก้ปัญหาคอรัปชั่นในกรีซกันจริงๆจังๆซักที

ระหว่างเดินกลับบ้านฉันถามเอมาน่วลว่าในเอเธนส์มีที่ไหนมีอนุสาวรีย์หรือชื่อถนนที่เขาตั้งเป็นเกียรติแก่ โสเครตีส อริสโตติ้ล หรือเพลโต้ ให้ไปดูไหม เอมาน่วลคิดอยู่นาน แล้วตอบขำๆว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นเลย พวกนักปรัชญานี้เขาถือเป็นพวกนอกรีต เขาไม่คิดเอามาเป็นเยี่ยงอย่างให้เด็กสมัยใหม่เดินตามหรอก ขืนทุกคนอยากเป็นอริสโตเติ้ลกันหมด บ้านเมืองก็แย่ซิ

นั่นสินะ ขืนทุกคนคิดเป็นหมดแล้วพวกบ้องตื้นที่เอมาน่วลพูดถึงจะยังคอรัปชั่นกันอยู่ได้ยังไง.

กรีซ 3

ตอน: ครีต

นั่งเรือจากเอเธนส์มาถึงเกาะครีต (Crete) ด้วยเวลาหนึ่งคืนเต็ม เรือเดินสมุทรนี้เขาใช้ส่งสินค้าไปยังประเทศต่างๆในยุโรปและเกาะต่างๆในกรีซ และมีส่วนที่แบ่งเป็นห้องให้ผู้โดยสารสูงถึงเก้าชั้น ห้องพักก็คล้ายๆกับรถห้องในตู้รถไฟชั้นหนึ่ง คือเป็นซอกแคบๆ เปิดเข้าไปก็มีเตียงสามเตียง (แคบๆแบบเตียงนักโทษ) สองเตียงขนาบกันซ้ายขวา ส่วนอีกเตียงยกลอยมีบันไดลิงให้ไต่ขึ้นลง ที่ดีกว่ารถไฟชั้นหนึ่งบ้านเราคือเขามีห้องน้ำด้วย อาบน้ำได้ มีสบู่ ผ้าเช็ดตัวให้ และมีตู้เก็บของเล็กๆเหมือนโรงแรม ลักษณะเรือนี้ก็คล้ายๆกับเรือไตตานิคที่เคยดูในหนัง แต่ไม่ถึงขนาดโบราณแบบมีหวูด มีควันออกมาเวลาแล่นไปอะไรแบบนั้น และที่สำคัญคือเขาไม่ให้ใครขึ้นไปยืนร้องเพลงที่หัวเรือเด็ดขาด

ช่วงคริสต์มาสนี้เรือเต็มเอี๊ยด เพราะคนในเอเธนส์ที่บ้านเดิมอยู่เกาะต่างก็กลับบ้านไปเจอครอบครัวกัน พวกที่จองตั๋ววินาทีสุดท้ายจะจ่ายค่าตั๋วครึ่งเดียวเพราะไม่ได้ห้องพัก ต้องเอาถุงนอนไปนอนกันตามโถง ตามริมทางเดิน ถ้ายังเป็นนักเรียนอยู่ก็ถือว่าผจญภัย สนุกดี แต่ถ้าแก่แล้วก็น่าจะถือว่าทรมาณสังขาร เพราะคนจะเดินผ่านไปมาตลอด กลางคืนก็จะนอนไม่หลับ ส่วนเราจองล่วงหน้าไว้นาน เลยไม่ต้องไปทรมาณสังขารกับเขา

บ้านเอมาน่วลอยู่ไม่ไกลจากฝั่งทะเลเท่าไรนัก ทะเลฝั่งนี้เรียกว่าทะเลครีต คือทะเลทางใต้ที่คั่นระหว่างเกาะครีตกับแผ่นดินใหญ่ที่เมืองเอเธนส์ตั้งอยู่ ถ้าไปทางขวาจากแผ่นดินใหญ่คือทะเลอีเจียน คั่นระหว่างกรีซแผ่นดินใหญ่กับตุรกี หากลงมาจากแผ่นดินใหญ่ลงมาทางใต้ เยื้องซ้ายหน่อยๆ คือทางแหลมสปาตาร์นี่เขาก็เรียกว่าเมดิเตอเรเนียน คั่นระหว่างอิตาลี กรีซ อียิปต์ อิสราเอล ฯลฯ รวมๆแล้วเมดิเตอเรเนียนก็คือทะเลที่คั่นระหว่างยุโรปกับอาฟริกาและเอเซียไมเนอร์นั่นเอง

เกาะครีตเป็นเกาะใหญ่ที่ก็ยังมีความเป็นเมืองอยู่สูง คงคล้ายๆภูเก็ต คือมีแหล่งชอปปิ้งให้จับจ่าย ซื้อของ และก็มีเขตอนุรักษ์ เมืองเก่าเมืองแก่ ตามสภาพภูมิประเทศภูมิอากาศ ครีตไม่เคยหนาวถึงขนาดมีหิมะตก แต่ก็มีเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดปีแบบภูเขาไฟฟูจี แต่ใหญ่และยาวกว่ามาก เขตบ้านเอมาน่วลเรียกว่าฮานย่า (Hania) เป็นเมืองหน้าด่านของเกาะที่มีประวัติศาสตร์การสู้รบยาวนาน มีเขตเมืองเก่าที่ตั้งอยู่ในกำแพงเมืองแบบโบราณ กำแพงนี้เป็นกำแพงอิฐที่ถึงตอนนี้ก็ทรุดโทรมลง แต่บ้านเขตในเขายังคงซ่อมแซมให้คนเข้าไปอยู่ บ้านในเขตกำแพงเมืองนี้ส่วนมากเป็นตึกสองชั้นหลังเล็กๆแคบๆ มีถนนแคบๆลัดเลี้ยวขึ้นลง ถ้าคนไม่รู้จักก็อาจเดินหลงได้ง่ายเพราะเขาไม่มีชื่อถนนติดบอก ถนนในเขตนี้รถยนต์เข้าไม่ได้ ต้องเดินเท้าหรือไม่ก็ต้องใช้จักรยานสถานเดียว สถาปัตยกรรมบ้านเรือนในเขตกำแพงเมืองส่วนมากเป็นแบบเวนิเชียน (Venetian) ชื่อนี้มาจากชื่อเมืองเวนิสที่แต่ก่อนใช้เรียกดินแดนแถบทางใต้ของยุโรปในสมัยศตวรรษที่ 16 ซึ่งตอนนี้ก็คือประเทศอิตาลี หากใครเคยอ่านเรื่องเวนิสวานิชคงพอจะเข้าใจ ตึกบางแห่งก็เป็นแบบอิสลาม มีโรงอาบน้ำแบบ เตอร์กิช บาธ (Turkish Bath) ให้เห็นบ้าง แต่ตอนนี้ก็ได้กลายเป้นร้านรวงไปหมดแล้ว

เขตไหนที่สวยจัดๆก็มักกลายเป็นร้านอาหาร โรงแรมและคาเฟ่กันเกือบหมด ส่วนที่เป็นบ้านคนก็จะหลบไปตามหลืบ บ้านหลายหลังที่เก่าโทรมมากต้องรื้อทิ้งสถานเดียว ทางการเขาก็ขอให้เก็บหน้าจั่ว บานหน้าต่าง และบานประตูทางเข้าที่เป็นเอกลักษณ์เดิมไว้ ส่วนข้างในจะทุบทิ้งสร้างใหม่เป็นแบบไหนนั้นจะอย่างไรก็ได้

กำแพงเมืองเก่าก็บอกเรื่องราวของยุทธศาสตร์การสู้รบได้ดีนัก กำแพงเมืองนี้มีสองชั้น ชั้นนอกเอาไว้กันศัตรูจากภายนอก ชั้นที่สองเอาไว้ล่อศัตรูให้ติดกับ ตัวกำแพงสร้างเป็นแนวโค้งไม่มีการหักมุม เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูแอบหลบซ่อน เมื่อเดินลึกเข้ามาระหว่างกำแพงสองชั้นนี้ ก็เห็นว่ายิ่งใกล้ทางเข้าเมืองทางเดินก็ยิ่งแคบลงๆ เอมาน่วลบอกว่าทางที่แคบลงนี้เป็นกับดัก ทางที่แคบลงๆทำให้มีที่วิ่งหนีน้อย ปืนที่จ้องอยู่จากกำแพงชั้นในก็เล็งได้ง่าย ยิงสะดวกไม่เปลืองแรง เหมือนเล็งหมูในอวยยังไงยังงั้น!

กลับออกมานอกเขตเมืองเก่า เลยย่านช้อปปิ้งมาหน่อยมีตลาดใหญ่แบบมีหลังคา ดูก็คล้ายๆหัวลำโพงผสมกับกาดหลวงของเชียงใหม่ คือตัวตึกเป็นปูนตกแต่งแบบโบราณ แต่มีฟังก์ชั่นเป็นตลาดสด อายุเกือบร้อยปีแล้ว ในตลาดมีผักปลาชนิดต่างๆขาย มีหมู เนื้อแกะ เนื้อกระต่าย แขวนห้อยกันเป็นพวง ของแห้งเขาก็มีพวกปลาแห้ง ชีส น้ำมันมะกอก สบู่ และเหล้าอูโซ่ (Ouzo) น้ำอมฤตใสสนิท มีรสและกลิ่นหวานฉุน สรรพคุณก็น้องๆว้อดก้า บางร้านการตลาดจัดก็เอาเหล้ามาใส่ขวดที่รูปเหมือนวิหารพาเธนอน เอาไว้ขายนักท่องเที่ยวตาตื่น มองไปก็น่าเอ็นดูดีเหมือนกัน คล้ายๆกับในเมืองไทยที่มีพัดเพ้นท์เป็นรูปชนบทเอาไว้ขายนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้จะซื้ออะไรเป็นที่ระลึกอย่างนั้นเลย

ไกด์ผีเอมาน่วลเล่าให้ฟังว่า เกาะครีตนี้มีวัฒนธรรมหลากหลายทับถมอยู่ เนื่องมาจากที่เป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับการเกษตร และภูมิประเทศก็เหมาะแก่การตั้งอาณาจักร มีเทือกเขาสูงบังที่ราบกว้าง มีทะเลล้อม ใครมีอำนาจก็อยากได้ครอบครอง ฉะนั้นจึงมีหลักฐานมากมาย (ท่วมหัว) ว่าในอดีตนั้นมีใครต่อใครมาตั้งอาณาจักรไว้ แล้วก็โดนใครต่อใครแย่งชิง แล้วใครต่อใครก็มาสร้างเมิองทับ เป็นเช่นนี้อยู่นับครั้งไม่ถ้วน

ความศรีวิไลของอาณาจักรบนเกาะครีตนี้มีมาตั้งแต่สมัยยุคหินใหม่ (Neolitic period) คือราวๆ 2400 กว่าปีก่อนคริสตกาล ก็คือประมาณ 5400 กว่าปีมาแล้ว ถ้าเทียบก็ประมาณยุคบ้านเชียงหรือเก่ากว่า มีการขุดพบพระราชวัง คโนโซส (Knosos) ของกษัตริย์ มิโนส (Minos) ผู้ครองอาณาจักร มิโนน (Minoan) พระราชวังคโนโซสนี้ ว่ากันว่าเป็นพระราชวังที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยขุดพบมาในทวีปยุโรป ไกด์ผีเอมาน่วลบอกว่าอาณาจักรมิโนนเป็นอาณาจักรที่มีกองทหารที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น นอกจากมีกลยุทธ์ในการป้องกันเมืองอย่างแยบยลแล้ว ทหารหนุ่มๆก็ฉกรรจ์เหลือหลาย มีเกมส์อันหนึ่งที่เขานิยมกันในสมัยนั้น คือการขี่วัวผาดโผน วัวคึกๆกำลังตกมันนี้แล มาแหย่ให้ตระหนก ไอ้หนุ่มน้อยเขย่งเก็งก็อย ตีลังกาขี่ ขาชี้ฟ้า ถือว่าเป็นความมาดแมนประดุจเฮอคิวลิส เป็นเอ็นเตอร์เทนเม้นท์เฉพาะในสำนักพระราชวัง ยังมีภาพวาดผนังเหลือไว้เป็นหลักฐานให้ดูในมิวเซียม

ตัวพระราชวังคโนโซสนี้ มีบางส่วนที่เติมต่อบูรณะขึ้นเพื่อพอให้เห็นรูปร่าง แต่โดยรวมก้คือซากปรักหักพังที่เหลือแต่ตอ แต่กระนั้นก็เห็นว่าซับซ้อนมาก มีหลายชั้นวนเวียน มีโรงเก็บข้าวเก็บพืชผลเป็นส่วนๆ มีท้องพระโรง มีห้องเก็บศพ โรงฝึกงานช่างต่างๆ เช่นงานปั้นดิน งานเหล็ก ทางขึ้นลงซับซ้อนสมดังคำเล่ากล่าวเรื่องกลยุทธ์ในการป้องกันเมือง

จากยุคอาณาจักรมิโนนนี้ก็เข้าสู่ยุคโรมัน แล้วก็ไบแซนทีน เวนิเชียน เติร์ก และกรีกปัจจุบันตามลำดับ รวมก็หลายพันปี เล่าหมดไม่ไหวเพราะความรู้ไม่พอ รู้แต่ว่าหลักฐานของอดีตที่นี่ชวนให้จินตนาการนั้นพรึงเพริด

ระหว่างนั่งรถชมวิวนอกเมืองก็เห็นสวนมะกอกใบระยิบเป็นทิวทุ่ง เห็นโบสถ์ไบแซนทีนสมัยเก่าตั้งสงบเสงี่ยมกลางสวนส้ม นึกในใจว่าภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้เป็นสิ่งเดียวกับที่คนเมื่อหลายพันปีที่แล้วมองเห็น หนึ่งชีวิตของเรานับดูแล้วก็เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของเวลาที่ผ่านมาเท่านั้นเอง.

Monday, November 28, 2005

นักคิด






โดย ส.

สองสามอาทิตย์นี้มา ฉันกำลังสนใจเรื่องการคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ Product Design เจอบทสัมภาษณ์ดีไซน์เนอร์จากบริษัทหนึ่ง น่าสนใจดี ดีไซน์เนอร์เล่าถึงแรงบันดาลใจแรกๆที่ทำให้อยากเป็นนักออกแบบ ดีไซน์เนอร์คนนี้บอกว่าสมัยเป็นนักเรียนอยู่โรงเรียนมัธยม ทำงานขับรถสกู๊ตเตอร์ลุยหิมะไปส่งหนังสือพิมพ์ทุกเช้า รถลุยหิมะนี้ใช้ลำบากมาก เพราะมันหนัก แล่นไปก็ส่งเสียงหนวกหู แถมมีควันเหม็น เขาคิดว่ามันน่าจะดีกว่านี้ได้ เลยมานั่งลองคิดลองออกแบบดู เห็นว่าเข้าท่าดี ก็ส่งแบบไปยังบริษัทที่ผลิตเครื่องลุยหิมะนี้ หลายอาทิตย์ผ่านไป บริษัทตอบปฏิเสธกลับมาอย่างสุภาพ ส่งแคทตาล็อกสินค้ามาให้ แถมเสื้อยืด เสื้อแจ๊กเก็ตมาให้

เขาไม่ย่อท้อ เอาแบบมาแก้ไขอีก แล้วทำโมเดลดู เขียนแบบสำหรับการผลิต คิดแคมเปญโฆษณา แล้วเอาไปโชว์ให้บริษัทออกแบบผลิตภัณฑ์ดู บริษัทไม่ได้เอาผลงานเขามาคิดต่อ แต่กลับรับเขาเป็นพนักงานฝึกงาน เขาฝึกงานที่นั่นเรื่อยมาจนมั่นใจว่าตัวเองเป็นดีไซน์เนอร์จริงๆได้ หลังจากจบมหาวิยาลัย บริษัทก็จ้างเป็นดีไซน์เนอร์ประจำ

ฉันอ่านแล้วชอบใจในธรรมชาติกล้าคิดกล้าทำของเด็กที่ตอนหลังมาเป็นดีไซน์เนอร์คนนี้ เอาบทสัมภาษณ์นี้ไปเล่าให้ลีฟัง ลีหัวเราะแล้วบอกว่าตอนเขาเด็กๆ อายุสิบขวบเขาก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน บอกว่าตอนเด็กชอบออกไปดักสัตว์เล่น แต่เครื่องดักที่ซื้อมาไม่ค่อยดี เพราะอุปกรณ์ดักจากร้านทำจากเชือก ทำให้สัตว์แทะแล้วหนีออกไปได้ ลีมานั่งออกแบบใหม่เสียเท่ เปลี่ยนวัสดุให้เป็นเหล็ก แล้วก็ส่งจดหมาย พร้อมแบบ ใส่ซองติดแสตมป์ไปยังบริษัทขายเครื่องดักสัตว์นี้ คิดตามประสาเด็กซื่อๆว่าบริษัทน่าจะพัฒนาสินค้าตามความคิดนี้ ไม่ได้คิดหวังจะขายไอเดีย หรือต้องการชื่อเสียงอะไรอย่างที่ผู้ใหญ่คิด สองสามอาทิตย์ถัดมา บริษัทตอบมาแบบสุภาพเหมือนกัน บอกว่าขอบคุณ แต่แบบจะเอามาทำไม่ได้เพราะเขามีเงื่อนไขเรื่องลิขสิทธิ์ เรื่องซับซ้อนที่ลีอายุสิบขวบไม่เข้าใจ จำได้แต่ว่าบทสรุปก็คือว่าเขาบอกว่าขอบคุณ แต่ไม่เอา

ว๊าว... ฉันทึ่งสังคมนี้จัง ไม่ได้ทึ่งตรงที่ว่าความคิดที่เสนอได้รับเลือกหรือไม่ได้รับเลือก แต่ทึ่งที่คนเชื่อมั่นในเสรีภาพว่าเขาทำได้ เพราะเสรีภาพในการเสนอความคิดเป็นส่วนประกอบของชีวิตอย่างที่ไม่ต้องมีใครตั้งคำถามนี่เอง คนถึงได้มีความกล้าที่จะผลักดันประสิทธิภาพของตัวเอง ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่คนๆนั้นจะจินตนาการไปได้ โดยไม่หวั่นระแวงเรื่องความเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ความคิดดีๆนั้นกลั่นมาจากสมองอันบริสุทธิ์ ที่ไม่มีเรื่องคุณวุฒิวัยวุฒิเป็นเครื่องกีดขวาง

คนกล้าทำ เริ่มมาจากคนกล้าคิด คนกล้าคิด เพราะคนมีอิสระในการคิด คนมีอิสระในการคิด เพราะสังคมสนับสนุนให้คนเสนอความคิด และที่สังคมสนับสนุนให้คนเสนอความคิด ก็ย้อนกลับมาที่เพราะคนแต่ละคนเห็นความสำคัญของความคิดของแต่ละคน นี่แหละกระมังที่เป็นเหตุผลว่าทำไม "freedom of individuals" คือคุณค่าที่เขาตั้งไว้ให้เลิศเลอนัก เพราะ freedom นี้เองที่นำอิสระทางความคิดมาสู่การพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติที่แท้ของมนุษย์.

Tuesday, November 15, 2005

พัก



โดย ส.

ฉันป่วย

ไข้หวัดมันรุมเร้า ให้ร่างกายมันปวดและปวกเปียก ลุกไม่ขึ้น จากที่ปู้ยี่ปู้ยำร่างกายด้วยงานดึกดื่น ไม่หลับไม่นอนมาหลายอาทิตย์ วันนี้ก็ถึงแก่การล้มหมอนนอนเสื่อ

เช้านี้มีงานที่ออฟฟิศรออยู่ กำลังเข้าขั้นเดทไลน์ แต่ก็ช่างมันเถิด ปล่อยให้มันรออยู่อย่างนั้น...

ขลุกขลักๆ ควานหากระปุกยาที่ลิ้นชักหัวเตียง ฉันกระดืบตัวขึ้นจากผ้าห่มช้าๆ เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำ กระดกเม็ดยาเข้าปาก กลืนน้ำตาม ปล่อยให้ทั้งยาและน้ำไหลระเรื่อยลงคอ แล้วก็สอดตัวกลับเข้าที่นอน ปล่อยตัวให้จมอยู่อย่างนั้น โลกจะวุ่นวายขนาดไหน ปล่อยให้มันเป็นไป ปล่อยยามันออกฤทธิ์ สำแดง กำราบ รู้สึกลมหายใจเข้าออกเป็นเพียงผะแผ่ว

หมอนและที่นอนกำลังดูดฉันละลายลงไปช้าๆ

...

ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง รู้สึกว่าความปวดหายไป มองดูนาฬิกาเห็นว่าบ่ายคล้อยแล้ว แต่แขนขายังซึมกะทืออยู่ ฉันขยับปลายเท้าและนิ้วมือเพื่อเรียกกำลังวังชา แล้วก็ขืนใจเอนหลังลุกขึ้น รู้สึกว่าปอดหายใจเอาลมเข้าได้มากกว่าเดิม ฉันสูดอากาศเย็นๆในห้องเข้าไปอีก ท่ามกลางความเอื่อยเฉื่อยนี้ จิตใจมันมู่ทู่ สมองปฏิบัติการได้เชื่องช้าเสียเหลือเกิน

ฉันเปิดน้ำร้อนอาบ ปล่อยให้น้ำอุ่นเป็นควันไหลบ่าออกมาละลายความซึมกะทือออก ขยับตัวยืดหดให้กล้ามเนื้อทื่อๆกลับมายึดหยุ่นดังเดิม บิดตัวซ้าย บิดตัวขวา ขยับขา ชูแขน เงยหน้าขึ้นแช่อยู่อย่างนั้นชั่วครู่ แล้วฉันก็หมุนก๊อกให้น้ำเย็นไหลมาแทนที่ จากความอุ่นที่เชื่องช้า ก็กลายเป็นความเย็นที่เย็นขึ้นๆไหลมาปะทะผิว ที่นี้เย็นราวกับน้ำที่ไหลออกมาจากตู้เย็น กล้ามเนื้อและผิวกายซู่ขึ้นมาทันใด ฉันหายใจเอาอากาศสดๆจากความเย็นนี้จนสุดปอด จากนั้นก็ปิดก๊อก

...

ฟ้าเริ่มมืดลง ฉันเดินออกมาจากซอย ผ่านคนงานซ่อมถนนที่กำลังเก็บข้าวของเครื่องมือเตรียมกลับบ้าน รู้สึกโล่งเหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้ายของโลก เดินมาถึงตึกหัวมุมที่มีโรงเรียนสอนโยคะ คิดในใจ วันนี้รู้สึกเหมือนไร้กาลเวลา

ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ขยับเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกาย ชั่วโมงผ่านไป เลือดไหลเวียนทั่ว ภาวะไร้กาลเวลานี้ ฉันรู้สึกถึงชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนังของตัวเอง สังเกตได้ตั้งแต่ปลายนิ้วเท้า ไปจนถึงหนังหัว ดูเหมือนโยคะจะบอกให้รู้หมด ว่าส่วนไหนของร่างกายที่สว่างแจ่มใส และส่วนไหนที่ยังอ่อนปวกเปียก หรือส่วนที่เราละเลย

อาจารย์เขมานันทะเคยเล่าให้ฟังว่า ไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลแล้วบอกเพื่อนว่า "ขอให้ป่วยให้สบายนะ" ตอนนั้นฉันฟังแล้วก็สงสัยในใจ อาจารย์พูดอะไร คนป่วยอยู่ มันจะไปสบายได้อย่างไร ถึงวันนี้ ได้ป่วยอยู่คนเดียว ได้สำรวจลมหายใจอยู่คนเดียว สำรวจการเคลื่อนไหวของพลังงานในร่างกายนี้อย่างใกล้ๆ คนเดียว แล้วใจก็สว่างขึ้นมา เข้าใจว่า "ป่วยให้สบาย" ที่อาจารย์เคยพูดถึงก็คือ การพักโลกที่เราไปคิดไปวุ่นวายอยู่ กลับมาสู่ร่างกาย อยู่กับลมหายใจ อยู่กับขณะนี้ ในโลกที่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าลมหายใจ นั่นละคือความ "สบาย"

ฟ้ามืดสนิทแล้ว ฉันเดินกลับบ้าน หัวใจส่องสว่าง.

Sunday, November 13, 2005

วันบุญ


โดย ส.

ตั้งแต่อยู่ไกลบ้านเฮามาหลายปี ไม่ค่อยได้มีโอกาสสัมผัสวัฒนธรรมและจิตใจแบบชาวพุทธเท่าไรนัก วันนี้ถือเป็นวันบุญกุศล ได้เข้าฟัง องค์ดาไล ลามะ ตัวเป็นๆ พูดโปรโมตสันติภาพ (peace) และเมตตาธรรม (compassion)

งานนี้จัดที่สเตเดี้ยมที่ปกติเขาใช้จัดงานร๊อคคอนเสิร์ต ไม่ก็เชียร์บอล หรืออะไรอื่นๆที่เป็นป๊อปคัลเจอร์ งานนี้ ฮิส โฮลี่เนส ดาไล ลามะ ท่านมาแปลก เจาะกลุ่มป๊อป

คนมาเข้าฟังงานนี้เยอะมาก เขาว่าถึงหมื่นหกพันคน ฉันกับลีมาซื้อบัตรวินาทีสุดท้าย (ตามเคย) สังเกตเห็นว่ากลุ่มคนที่มาฟังส่วนมากอายุประมาณ ยี่สิบกว่า ถึงสามสิบ สี่สิบ อืมม์ คนรุ่นใหม่นี่มีใจกว้างขวางดี สนใจ เวิลด์ อิชชู (world issues) ถึงว่าเพราะคนกลุ่มนี้สนใจฟังเรื่องสันติภาพกันมาก เขาเลยเลือกสถานที่จัดให้มันร๊อคสุดขีด เห็นหลายคนที่มาฟังแต่งแฟชั่นแบบทิเบ๊ต..ทิเบต... ไม่แดงเลือดหมู ก็เหลืองขมิ้น ใครมีย่ามเยิ่มอะไรดูทิเบต ดูเอเชีย ก็ควักออกมาโชว์สปิริตกันในงาน เห็นคนทิเบตที่มาฟังแต่งชุดประจำชาติก็เยอะ งานนี้เรียกว่ามีสีสันมาก

เข้ามาถึงในสเตเดี้ยม โอ้โห กว้างเหลือเกิน ฮอลล์ใหญ่ราวท้องสนามหลวง แถวเก้าอี้นั่งเรียงถัดสูงขึ้นไปถึงขนาดตึกสี่ชั้น มองลงมาจากแถวที่นั่ง เห็นคนบนเวทีเหลือตัวเล็กเท่ามด จากเวทีมา ตรงกลางสเตเดี้ยมมีก้อนลูกเต๋ายักษ์บรรจุจอทีวีสี่ด้าน ฉายภาพโคลส-อัพ เผื่อคนซื้อตั๋วราคาถูกอย่างเรา จะได้ไม่ต้องเพ่งองค์ท่่านให้ปวดตา

งานนี้เปิดด้วยมีนักการเมืองจากแคลิฟอร์เนียออกมาพูดเกริ่น พูดอยู่นานจนรู้สึกเริ่มเสียดายตังค์ค่าตั๋ว (ไม่ใช่ถูกๆนา...) จนที่สุดยายนั่นก็พูดจบ แล้วองค์ดาไล ลามะ ก็ค่อยเดินออกมา ถึงตอนนี้คนหมื่นกว่าคนในสเตเดี้ยม ก็พร้อมใจกันยืนขึ้นปรบมือ องค์ท่านพนมมือไหว้ไปรอบๆ หลายคนพนมมือไหว้รับ ชื่นใจเราจริงๆ ไม่เคยได้สัมผัสกับผู้นำชาวพุทธที่มีอิทธิพลต่อจิตใจชาวโลกแบบกว้างขวางแบบนี้มาก่อน แหม น้ำตามันเอ่อออกมาซะ

คนทิเบตเขามีการต้อนรับกันโดยวิธีไหว้พร้อมกับเอาหัวโขกกันเบาๆ เห็นองค์ดาไล ลามะพนมมือไหว้ที่อกแล้วเอาหัวของท่านไปโขกกับนักการเมืองคนที่พูดเกริ่นนั้น แนวว่ามิตรภาพเริ่มจากหัว... สัญญาพนมอยู่ที่ใจ

แล้วท่านก็เอาผ้าขาวมาคล้องรับขวัญคนบนเวที คนพวกนี้เป็นคนพื้นเมืองจากแถวเทือกเขาหิมาลัย คนทิเบต คนภูฐาน คนเนปาล เทิร์กกิสถาน และอื่นๆที่จำชื่อไม่ได้ คิดว่าเป็นกลุ่มที่อพยพย้ายเข้ามาอยู่ในอเมริกา คนพวกนี้แต่งตัวน่ารักแบบคนพื้นเมืองหิมาลัย นุ่งผ้าคล้ายๆซิ่นแต่ด้านบนเป็นคอปาดแบบจีน คล้ายๆแบบเชียงใหม่ ผ้าลายทางๆบ้างดอกๆบ้าง น่ารักน่าดู รับขวัญกันเสร็จ คนที่ไม่ได้มีหน้าที่พูดก็ทะยอยลงจากเวทีไป

บนเวทีมีเก้าอี้สองตัว ตัวหนึ่งสำหรับองค์ดาไล ลามะ อีกตัวสำหรับล่าม องค์ท่านเดินมานั่งเก้าอี้ปุ๊บก็ถอดรองเท้าเอาขาขึ้นนั่งขัดสมาธิปั๊บ ท่ามกลางคนเข้าฟังหมื่นกว่าคน ท่านนั่งดูเป็นกันเองเหมือนอยู่บ้านมาก

องค์ดาไลลามะยิ้มแย้มตลอดเวลา ท่านพูดภาษาอังกฤษแบบสำเนียงทิเบต เวลาฟังต้องเงี่ยหูเล็กน้อยถึงจะจับความได้ ท่านมีล่ามมาด้วย เวลาตอนไหนพูดติด ท่านก็จะพูดเป็นภาษาทิเบตแล้วให้คุณล่ามแปลให้ฟัง บางทีก็มีเถียงมีปรึกษากันเล็กน้อยว่าใช้คำถูกหรือไม่ ท่านมีอารมณ์ขันดี ขำตัวเองเวลาพูดคำภาษาอังกฤษยาวๆไม่ได้ ล่ามบอกให้ฟังอีกทีก็ยังพูดไม่ได้ แล้วท่านก็ยิ้มร่า บอกว่าไม่ได้จริงๆ ตรงนี้คนดูขำกันใหญ่

วันนี้ท่านมาพูดในฐานะของผู้นำชาติที่ถูกแย่งแผ่นดินไป มาพูดก็เพื่อหวังนำวิธีคิดวิธีปฏิบัติแบบเมตตาธรรมแผ่ขจรขจาย เพื่อสันติของโลก เพื่อโปรโมต ฮิวแมน ไรท์ (human right) เพื่อหวังว่ากระแสนี้จะไปขยับหูให้รัฐบาลจีนหันมาฟัง เพื่อชุมชนพุทธแถบหิมาลัยจะได้อยู่กันแบบผาสุก

ท่านพูดถึงมุทิตาจิต การมองภายใน เพื่อก่อสันติภาพกับตัวของเราเอง แล้วแผ่มายังครอบครัว สังคม ส่วนรวม ประเทศชาติ การคิดปฏิบัติแบบนี้เท่านั้นจะพาโลกเจริญ

ท่านว่าเคยมีคนถาม ศาสนาใดในโลกนี้ดีที่สุด ท่านบอกว่าถามแบบนี้เหมือนถามว่ากินยาอะไรแล้วแก้โรคได้ดีที่สุด มันไม่มีอะไรดีที่สุดน่ะสิ มันอยู่ที่ว่าเป็นโรคอะไร แล้วต้องแก้ด้วยยาอะไร วิธีปฏิบัติของแต่ละศาสนานั้นขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม วิธีคิด นิสัยใจคอของผู้ปฏิบัตินั้นๆ จะมาถามว่าอะไรดีที่สุดนั้นมันไม่มีคำตอบ

ท่านว่าศาสนาใดไม่สำคัญ ถ้าให้ดีขอให้มีศาสนาเดียวที่ใจเรายึดเป็นทางเดิน ยึดหลายศาสนาจะพาให้สับสน ไม่รู้จะนับถือพระเจ้าองค์ไหน เดินทางไหน มันเยอะแยะไปหมด ยึดศาสนาเดียว เดินตามทางนั้นไปให้ลึก มองคำสอนให้เห็นแจ้ง แล้วก็จะเดินได้มั่นคง แต่ทั้งนี้ ที่ว่ายึดแต่ศาสนาเดียว ไม่ได้หมายความว่าไม่เคารพศาสนาอื่น คำว่าศรัทธากับเคารพนั้นเป็นคนละความหมายกัน คนอื่นที่เขานับถือของเขาเราก็เคารพไม่ไปก้าวก่าย ท่านว่างั้น (เห็นเลยจากรัฐบาลจีนที่ไม่เคารพพุทธศาสนา ขับไล่ผู้นำพุทธออกจากแผ่นดินพุทธ เผาวัดวาอารามทิ้งเป็นจุณ เพียงเพื่อตอบสนองแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์บ้าอำนาจ)

องค์ดาไล ลามะ มีปรารภว่าอยากจะให้ดินแดนแถบเทือกเขาหิมาลัยเป็นดินแดนเสรีธรรมสำหรับชาวพุทธ คือต้องการให้ประเทศต่างๆแถวนั้นรวมตัวกัน (คล้ายๆแบบยุโรป) เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อเสรีภาพในการใช้ชีวิต ร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ และความเชื่อทางศาสนา แนวคิดนี้ฟังดูดีมากๆ ชาวเขาชนตัวเล็กคนกลุ่มน้อย ทีนับวันมีแต่จะแพ้กระแสจากโลกภายนอก เมื่ออาศัย ธรรม เป็นแรงบวกร่วม จะได้มีพลังสร้างวัฒนธรรมร่วมกัน จากประเทศยิบๆย่อยๆ จะได้มีความมั่นคงขึ้น ฟังแล้วก็สาธุ ขอให้ได้เป็นจริงตามที่ท่านหวังโดยเร็วเถิด

ท่านว่าโลกเราทุกวันนี้ ไม่มีการอยู่แบบประเทศใครประเทศมันเหมือนแต่โบราณอีกแล้ว แต่ละชาติแต่ละประเทศก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ทั้งเศรษฐกิจ และการเมือง เหมือนกับโลกนี้เป็นบ้านของครอบครัวเดียว ใครจะทำอะไรก็ส่งผลถึงกันหมด หากแต่ละคนในครอบครัวมีธรรมในจิตใจ ความผาสุกก็จะแผ่กระจายกันไปทั้งครอบครัว ท่านคิดแบบตรงๆ ให้เราทำได้แบบตรงๆ เริ่มได้ก่อนจากตัวเราเอง จะคิดดีนี่มันก็แค่พลิกฝ่ามือเองนะ

หลังจากฟังจบ ฉันกับลีก็ไปโบสถ์ ไปรับรสหวานจากเพลงสรรเสริญพระเจ้าของชาวคริสต์ ฉันไม่คิดจะเข้าเป็นคริสเตียนแบบลี แต่ก็ได้อาศัยบ้านของชาวคริสต์ที่นี่เป็นแหล่งพักจิต ไปนั่งตั้งสมาธิภาวนาแบบพุทธๆเรา แถมได้ฟังเพลงเพราะๆพาให้ตัวลอยไปยังสรวงสวรรค์อีกน่ะ อืมม์ อิ่มบุญจัง.

Wednesday, September 21, 2005

แต่งแบบยิว












โดย ส.

อยู่ต่างแดนมาหลายปี ก็เพิ่งจะได้เปิดหูเปิดตาไปงานแต่งงานกับเขาก็คราวนี้

เอมี่ เจ้าสาวงานนี้ โตมาจากครอบครัวยิว อาลัน เจ้าบ่าวก็เป็นยิว พ่อแม่อพยพย้ายมาจากอิสราเอลแท้ๆ เพราะฉะนั้นงานแต่งงานนี้ก็เป็นแบบยิวแท้ ที่ว่าแบบยิวเป็นแบบไหนไม่เคยเห็น ก็จะมาเล่าสู่กันฟัง

ประเพณียิวเป็นประเพณีที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ในงานนี้มีสัญลักษณ์ทั้งที่เป็นตามประเพณีเดิม และสัญลักษณ์ที่เอมี่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อจรุงตาและจรุงใจแก่ผู้ที่มาร่วมพิธี เริ่มตั้งแต่สถานที่จัดงาน เป็นรีสอร์ตเล็กๆอยู่นอกเมือง ติดอ่าวเล็กๆ น้ำในอ่าวไหลมาจากมหาสมุทรแอตแลนติก ตัวรีสอร์ตมีศาลาท่าน้ำยื่นเป็นสะพานออกไป ไว้สำหรับสังสรรค์ เยื้องออกไปมีสนามหญ้ากว้าง รอบรายไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้้อย บ้างก็ไม้น้ำกร่อย บ้างก็น้ำจืด เอมี่กับอาลันเลือกใช้บริเวณลานสนามกว้างนี้เป็นที่ประกอบพิธี

ตัวปรำพิธีอยู่ใกล้กับตลิ่ง เป็นเพิงทำจากผ้าสี่เหลี่ยมง่ายๆ ผูกติดกับเสาไม้สี่เสา ภาษาฮิบรูเรียกว่า อุปปาห์ (Huppah) เป็นที่สำหรับเจ้าบ่าวและเจ้าสาว สาบานตน โดยมีแรบไบ (พระยิว) เป็นพยาน ผ้าผูกเพิงนี้เป็นผ้าไหมเพ้นท์ลาย เป็นรูปต้นไม้ใหญ่สองต้นยืนอยู่ด้วยกัน มีดาวเดือนรายรอบ ผืนผ้านี้เจ้าสาวศิลปินลงมือเพ้นท์ด้วยตัวเอง อุปปาห์มีความหมายว่าคือบ้านที่เขาทั้งสองร่วมกันสร้างขึ้น ริมขอบตลิ่งด้านหลังอุปปาห์ มีต้นสนอยู่สองต้นยืนเคียงชะลูดคู่ เอมี่จงใจเลือกตำแหน่งนี้เป็นฉากหลังให้กับงานพิธี ต้นไม้สองต้นยืนคู่กัน เติบโต เช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง

เอมี่สวยมากในงานวันนี้ ชุดยาวเปิดไหล่สีขาวประดับประดาไปด้วยลูกปัดระยิบสีแชมเปญ ผู้คนที่มาร่วมงานก็แต่งตัวสวยงามสดใส น้ำในอ่าวสะท้อนแดดเป็นประกาย เสียงเพลงปี่เป่าระเริงเรื่อยปกคลุมบรรยากาศของสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เจ้าบ่าวเจ้าสาวเริ่มสาบานตน​ ณ เวลาสามโมงสามสิบหกนาที ตัวเลขทวีคูณจากสิบแปด อันถือเป็นตัวเลขศักดิ์สิทธ์ในประเพณียิว นอกจากนี้เอมี่ยังอธิบายความผูกพันส่วนตัวกับจำนวนนี้ว่า ยายเอมี่แต่งงานหลังจากทวดแต่งสามสิบหกปี จากนั้นอีกสามสิบหกปีต่อมาแม่เอมี่ก็แต่งงาน และจนถึงเวลานี้ก็เป็นวาระครบรอบสามสิบหกปีอีกครั้งในวันแต่งงานของเธอเอง รายละเอียดเล็กๆน้อยๆแบบนี้ บางทีก็เป็นเรื่องน่าชวนฉงน

ในประเพณียิว การเดินวนเป็นวงกลมสามรอบถือเป็นสิ่งที่นำโชคดีมาให้ ในพิธี มีการให้เจ้าบ่าวเดินวนรอบเจ้าสาวสามรอบ และกลับกัน เจ้าสาวเดินวนเจ้าบ่าวสามรอบ มีการให้พรเจ็ดประการ และสาบานตนโดยแรบไบเป็นผู้นำพิธี มีการอ่านสัญญาการแต่งงาน มีการดื่มไวน์จากแก้วร่วมกัน

สาบานตนเสร็จ ก็เอาแก้วไวน์นั้นมาเหยียบให้แตก เป็นการประกาศ ว่า ณ บัดนี้ ข้าทั้งสองตั้งใจมั่นว่าจะก้าวเข้าสู่ภาวะใหม่ เป็นภาวะที่สมบูรณ์ ภาวะของคนที่เติบโตขึ้น แก้วหมายถึงร่างกาย เป็นภาชนะบรรจุจิตวิญญาณ หากจะก้าวไปสู่แดนแห่งจิตวิญญาณ ก็ต้องข้ามผ่านร่างกายไปเสียก่อน การแต่งงานในความเชื่อของยิว ไม่ใช่เพียงเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตหญิงและชายคู่หนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการหลอมรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้า เพื่อเข้าสู่ภาวะสมบูรณ์ หากคิดแบบการศาสนา เรื่องเหยียบแก้วนี้ก็เห็นว่าลึกซึ้งดี แต่หากคิดแบบชาวบ้านทั่วไป การเหยียบแก้วก็ไม่น่าจะมีอะไรมากไปกว่าการที่เจ้าบ่าวประกาศว่า ณ บัดนี้เป็นต้นไป ความบริสุทธิ์ของเธอจะแตกดับด้วยน้ำมือเขา ไม่ว่าจะเป็นประเด็นใดก็ตาม การเหยียบแก้วในพิธีแต่งงานนี้ก็เป็นไคลแมกซ์ในที่ทุกคนรอคอย เป็นจุดที่นำไปสู่การเฉลิมฉลอง

จากนั้น ก็มีการร้องเพลงภาษาฮิบรูร่วมกัน นำโดยแรบไบ จบเพลงบ่าวสาวก็เดินออกจากพิธี โดยมีครอบครัวเดินตาม แล้วนักเป่าปี่ก็เป่าเพลงฉลองเริงรื่น ประกอบกับเสียงร้่องภาษาฮิบรู... ฮาวา นากีลาฮาวา นากีลาฮาวา นากีลาเฮ รันเนนนา... คนร้องเป็นก็ร้องตามกันไป

โดยปกติแล้ว หลังงานพิธีของงานแต่งแบบตะวันตกทั่วไป เพื่อความสนุกสนานและเก๋ไก๋ บ่าวสาวจะขับรถเปิดประทุนออกไปแล้วบีบแตรดังๆเพื่อประกาศความสุขสราญใจ แต่เผอิญที่รีสอร์ตนี้มีแต่น้ำ เอมี่กับอาลันก็ใช้พายเรือแทน เป็นเรือคานูสำหรับนักท่องเที่ยว พายไปเสียไกล สองคนแอบขึ้นฝั่งที่ไหนไม่รู้ กลับมาอีกทีก็ถึงเวลางานเลี้ยง

หลังจากที่แขกเหรื่อจับกลุ่มทักทายกัน กินดื่มหนุบหนับกันพอหอมปากหอมคอ ถ่ายรูปกันเป็นที่ฉ่ำใจแล้ว สักพักก็ทะยอยเข้าไปในงานเลี้ยง แต่ก่อนจะไปนั่งที่โต๊ะ แขกแต่ละคนก็ต้องไปเอาป้ายชื่อของตัวเองก่อน เพราะในป้ายชืื่อระบุว่าต้องไปนั่งโต๊ะไหน การจัดให้ใครนั่งตรงไหนกับใครนี้ หากเจ้าภาพดูแลดี เขาก็จะจัดให้คนรู้จักกันนั่งโต๊ะเดียวกัน หรือใกล้ๆกัน หากใครไม่กินเส้นกับใครก็จะถูกจัดให้นั่งอยู่คนละมุมห้อง การตกแต่งโต๊ะอาหารงานนี้ก็จัดได้งดงามเต็มที่ โต๊ะปูผ้าขาวมีแก้วจานชามเครื่องเงินวางขนาบนับไม่ถ้วนชิ้น แก้วไวน์แก้วน้ำมีการรินเตรียมไว้ให้เรียบร้อย กลางโต๊ะทุกโต๊ะมีดอกไม้ช่อใหญ่สวยหรูประดับ ทุกอย่างดูสดชื่นเริงร่า และสมเกียรติเจ้าภาพ

ระหว่างหาที่นั่งกันนี้ วงดนตรีก็เล่นเพลงคลอบรรยากาศไป สลัดเริ่มทะยอยมาเสริฟ เป็นสลัดผักที่มีกลีบดอกไม้หลากสีโรยหน้า เล็งดูก็เห็นว่าเป็นดอกบานชื่น และดาวเรือง ประดับประดามาเพื่อความสวยงามหวานหยดย้อย

พอคนเริ่มเต็ม นักดนตรีเป่าปี่ก็เริ่มบรรเลงเพลงดังขึ้น คราวนี้เป็นเพลงที่เรียกแขกให้ออกมาร่วมเต้นเฉลิมฉลอง การเต้นนี้เป็นการเต้นแบบประเพณียิว เรียกว่า ฮอร่า (Hora) เริ่มด้วยบ่าวสาวและพ่อแม่จับมือกัน แล้วก็เต้นขยับเท้ากันไปเป็นวงกลม ระหว่างขยับเท้าไปก็มีการเชื้อเชิญให้แขกมา "ร่วมวง" คว้ามือใครได้ก็ให้มาสนุกด้วยกัน คว้ากันไปคว้ากันมา จากวงเล็กๆก็กลายเป็นล้นฟลอร์ คนที่ไม่ได้ร่วมวงก็ยืนดูรอบๆ ตบมือตามกันไป รอเผื่อสบโอกาสให้คว้ามือใครหมับได้ ก็จะได้เข้าไปร่วมวง

ตามประเพณี ระหว่างที่เต้นฮอร่ากันนี้ เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็จะถูกยกขึ้นนั่งเก้าอี้ หนุ่มๆแข็งแรงก็ช่วยกันแบกทูนหัว แล้วก็แห่กันไปรอบๆ ระหว่างอยู่บนเก้าอี้แห่ เจ้าสาวก็หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาโบกให้เจ้าหนุ่มคว้า คว้าได้แล้วก็จับกันคนละชาย โบกสะบัดอย่างสนุกสนาน แห่เสร็จแล้วก็ลง กลับมาเต้นกันไปรอบๆอีก

ระหว่างนี้ บางคนรู้จักเต้นแบบที่ผาดโผนหน่อยก็จะออกมาโชว์ออฟ ส่วนมากนำโดยญาติผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชาย เป็นการโชว์ความแข็งแกร่งเยี่ยงชายชาตรีแบบหนึ่ง คนที่เต้นนี้จะเข้าไปยืนกลางวง แล้วนั่งยองๆเกือบติดพื้น แล้วก็สลับขาไปมาอย่างรวดเร็ว ยิ่งเร็วมาก ก็ยิ่งแมนมาก ถ้าจะให้สนุกขึ้นต้องมีคู่ อาลันกับน้าชายเต้นคู่สลับขานี้ได้น่าตื่นเต้นมาก

พอเหนื่อยก็กลับมาจับมือเป็นวง แล้วก็ขยับขาร่วมกันไปรอบๆอีก วงขยายใหญ่ขึ้นก็จะมีคนเข้าไปตรงกลางแล้วเริ่มวงเล็กๆใหม่ ขยายออกใหญ่ขึ้น แล้วก็เข้าไปเริ่มใหม่อยู่อย่างนี้ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย นักดนตรีเห็นคนสนุกก็บรรเลงไม่เลิก แต่ละคนที่ใส่ชุดสวยมาก็ไม่มีใครอมพะนำ ทุกคนออกไปเต้นไปเซิ้งกันอย่างสนุกสนาน จนในที่สุดดนตรียอมจบลง คนก็เดินกลับมาที่โต๊ะ กินดื่มให้อิ่มหนำ เก็บแรงไว้เต้นรอบสอง

รอบสองนี้ไม่ใช่ดนตรีประเพณีแล้ว แต่เป็นดนตรีสำหรับลีลาศ มีการเปิดฟลอร์โดยบ่าวสาว และพ่อแม่ของทั้งคู่ จากนั้นแขกเหรื่อก็ค่อยๆทะยอยออกมาขยับส่าย มีทั้งสวิง ฟร๊อกสตรอท แทงโก้ ซาลซ่า และบอซซาโนว่า สาวใหญ่หนุ่มใหญ่จะเต้นกันเก่งเป็นพิเศษสำหรับดนตรีแบบนี้ คนนั่งที่โต๊ะเต้นไม่เป็นก็คุยกันไปกินกันไปตามประสา ระหว่างนี้ก็มีการตัดขนมปังแจกจ่าย เป็นขนมปังแบบยิวที่ทำตามประเพณี เรียกว่า ชาล่าห์ (Challah) เป็นขนมปังชิ้นยาวดูเหมือนเปียถัก รสชาดหวานเล็กน้อย เป็นขนมปังสำหรับงานพิธี เจ้าภาพตัดแบ่งให้ทุกคนกินกันคนละนิดละหน่อยเป็นเพื่อเป็นพร

จากนี้ก็ไม่ต่างจากงานเลี้ยงทั่วไปที่เจ้าภาพจะออกมากล่าวให้พรบ่าวสาว แม่ของเจ้าสาวงานนี้พูดได้จับใจคนเป็นพิเศษ และด้วยความที่แม่ของเอมี่ป่วยเป็นมะเร็งอยู่ ทุกคนก็จะให้กำลังใจเป็นพิเศษด้วยการยืนขึ้นปรบมือให้หลังจากที่พูดจบ จากนั้น พ่อเจ้าสาว เพื่อนเจ้าสาว ก็ออกมาพูดทักทาย ให้พร และขอบคุณกันไปตามลำดับ

ได้มาร่วมงานนี้แล้วก็ต้องขอขอบคุณเอมี่ ที่เชิญมาให้ร่วมเห็นเป็นบุญ กลับมาบ้านแล้วก็นึกถึงงานแต่งขันหมากแบบไทย ซึ่งก็น่าจะสนุกไม่แพ้งานแต่งแบบยิว ถ้ากลับเมืองไทยแล้วได้ไปงานขันหมากแท้ๆแบบมีโห่เพราะๆสักครั้งคงประเสริฐ ใครรู้จักใครที่จะแต่งแบบขันหมากช่วยบอกด้วย จะขอไปร่วม.

Wednesday, September 14, 2005

ดินแดนแห่งโอกาส


โดย ส.

ใบไม้ร่วงอีกแล้ว ข่าวเรื่องพายุแคทริน่ายังโต้กันไม่หยุดหย่อน ผู้คนแตกเป็นสองฝ่ายเหมือนเดิม โต้กันไม่เว้นเรื่องฉกฉวยโอกาสทางการเมือง รีพับลิกัน กับ เดโมแครต

มีเสียงร่ำลือหนาหู "จอร์จ บุช เกลียดคนดำ" ไม่ก็ "เพราะเป็นคนดำรัฐบาลถึงชักช้า" ไม่ก็ "ถ้าเป็นคนขาวป่านนี้ปัญหาแก้ไขเรียบร้อยไปแล้ว" วิทยุได้ทีเปิดโต้วาทีเรื่องเหยียดสีผิวเพื่อดึงเรตติ้ง คนโทรเข้ามากรรโชกบ้างคร่ำครวญบ้างถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างคนขาว กับคนดำ

ได้ยินแล้วก็เศร้าใจที่เห็นหลายคนมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องความไม่เท่าเทียมนี้ ทั้งๆที่กระแสเงินบริจาคที่หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดหย่อนนั้นมาจากคนทั่วประเทศ ทั้งขาวและดำ ไม่มีใครเลยที่เขียนระบุในเช็คว่าเงินบริจาคนี้เพื่อคนขาวเท่านั้น หรือเงินบริจาคนี้เพื่อคนดำเท่านั้น ทีมทหารตำรวจตระเวณหาคนตกหล่นที่ยากลำบาก ทุกคนอยากช่วย ไม่เกี่ยงว่าใครสีผิวใด

แต่ยังมีคนผิวดำไม่น้อยที่ติดใจแต่ในเรื่องความต้อยต่ำของตน และมองเห็นโลกมีแต่ความไม่ยุติธรรม ก็เพราะข้อยเกิดมาเป็นคนดำนี่หนาถึงได้จนต้อยต่ำ เพราะเป็นคนดำถึงมีแต่คนดูถูก เพราะเป็นคนดำสังคมถึงต้องมาช่วยเหลือ แต่กระนั้น สังคมก็ยังไม่ยุติธรรมต่อข้อย... ได้ยินอย่างนี้แล้วก็สงสัยเหลือเกินว่า ณ ดินแดนแห่งโอกาสและเสรีภาพนี้ อะไรหนอที่เป็นกำแพงกั้นเสรีภาพและโอกาสของคนพวกนี้?

ก็จริงอยู่ที่บรรพบุรุษของคนดำส่วนมากถูกพรากมาจากถิ่นบ้านเกิด มาเป็นข้าทาส มาเป็นพลเมืองชั้นต่ำ ลูกหลานที่เกิดมาก็ถูกกีดกันไม่ให้เป็นใหญ่หรือมีความรู้เกินหน้าคนขาว แต่เรื่องนี้ก็เป็นเหตุที่จบเกินครึ่งศตวรรษมาแล้ว ณ ทุกวันนี้ ไม่เห็นมีใครถูกเขี่ยออกจากโรงเรียนเพราะเป็นคนดำ ไม่มีใครปิดโอกาสการเรียนรู้ใคร ใครอยากเจริญก้าวหน้าแค่ไหน ก็ทำไปเท่าที่แรงและโอกาสพึงมี แต่น่าเศร้าที่ยังมีคนดำอยู่อีกมาก ที่ยังเกาะยึดเลือกที่จะจ้องมองแต่อดีต อดีตอันขมขื่นของปู่ย่าตายายของตน ทั้งที่ปัจจุบันโอกาสทางการศึกษามีแล้ว อนาคตเปิดไว้เท่าทัดเทียมใครๆแล้ว แต่ยังกลับเลือกที่จะมองแต่อดีต ก่นด่าแต่ความไม่เท่าเทียมของโลกนี้ เกลียดโชคชะตาที่พามาเกิดเป็นคนดำ แล้วพวกเขาก็ยืนอยู่ที่เดิม ที่เดียวกับที่ปู่ย่าตายายเขาเคยยืน

แล้วความจริงที่ซ้ำๆซากๆ ก็กลับมาในความคิดฉันอีกครั้ง ชีวิตคนเราไม่มีใครเลือกเกิดได้ แต่ว่าเลือกกระทำสิ่งต่างๆได้ ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตนได้หากใฝ่พยายาม ทุกวันนี้ ดินแดนแห่งเสรีภาพเปิดประตูแห่งโอกาสให้ทุกคนเท่ากันแล้ว หากยังมีแต่ตัวอคติเท่านั้น ที่บิดเบือนการมองเห็นของคนอีกหลายๆคน อคติที่ทำให้คนมองเห็นแต่เรื่องน่าก่นด่า ยิ่งด่าก็ยิ่งเกลียดชัง ถ้ายังจำกัดอคติไม่ได้ เรื่องเหยียดสีผิวก็ไม่ไปไหน ตัวเองเหยียดตัวเองอยู่แบบนี้ สีผิวก็พาลแต่จะติดแน่นหนาอยู่ที่ใจ ล้างอย่างไรก็ไม่ออก.

Tuesday, September 06, 2005

ชีวิตในฟาร์ม


โดย ส.

หยุดสามวันนี้มาค้างบ้านลี บ้านหลังเล็กน่ารักในฟาร์มที่ดินกว้างใหญ่ไพศาล บ้านแต่ละหลังในละแวกไม่มีรั้วรอบขอบชิด แต่ปลอดภัย ไม่มีใครต้องล็อคประตูเวลาออกไปไหน ที่นี่มีสวนป่าฟรีให้เดินเล่น มีแม่น้ำเล็กๆให้เดินข้าม (ชื่อลิตเติ้ลริเวอร์) มีหมาฟรีให้เล่น (สองตัว) ตัวหนึ่งชื่อบิสกิต อีกตัวชื่อเมซี่ บิสกิตอายุมากแล้ว แต่ชอบเล่นกินลูกบอลอย่างบ้าคลั่ง บทพี่แกอยากจะเล่น ก็จะมาเฝ้าหน้าประตูบ้านลี พร้อมเสียงแฮ่กๆเป็นสัญลักษณ์ บิสกิตเล่นลูกบอลได้ไม่มีเว้นวันเวลาราชการ เกมโปรดคือชักคะเย่อลูกบอล

ฟาร์มนี้มีม้าปลดระวางอยู่สี่ตัว สีขาวสองตัว สีน้ำตาลสองตัว วันๆก็ไม่ทำอะไร ยืนเขย่งกินหญ้า เห็นคนเดินผ่านก็จะเสนอหน้าและหัวใหญ่ๆมาให้ลูบคลำ ทำปากยื่นมาหา... ก็ม้าเหงา

วันนี้ตื่นเช้าเพราะอากาศดี เริ่มเข้าใบไม้ร่วงแล้ว ลมเย็นฉ่ำพัดมาเรื่อยๆ ออกไปจ๊อกกิ้งตามทาง เริ่มตั้งแต่บ้านลี เลี้ยวไปยังโรงนาสองโรงที่อยู่ถัดไป บ้านเพื่อนบ้านสามสี่หลังที่ตั้งอยู่ห่างๆกัน วิ่งเอื่อยมาเรื่อยข้างทางสิบห้านาทีทางก็มีแต่ต้นไม้ ทุ่งหญ้า กับหินกรวดใหญ่ๆ ตามสองข้างทางมีเสียงหวบๆดังขึ้นอยู่เป็นระยะๆ เมื่อเพ่งมองก็เห็นได้ว่าเป็นวัว บางตัวเดินผลุบๆโผล่ๆทำหลบซ่อน นึกว่าเราไม่เห็น ต้องยืนเฉยเป็นหินให้มันลืมว่าเราเป็นผู้สัญจร...

วิ่งมาพักใหญ่ เหลียวทางซ้ายเห็นต้นไม้แก่ดูราวเป็นร้อยปี เหยียดกิ่งยึกยือออกหาแสง แผ่ร่มกว้างออกใหญ่ไพศาล ต้นติดๆก็มีอาการไม่แพ้กัน เลื้อยเลี้ยวหลบหลีก หาทางอยู่รอดด้วยการแย่งแสงกันและกัน แต่ละต้นดูราวกับมีวิญญาณสิง หากเดินมากลางคืนคงเสียวสันหลังพิลึก

มีกระดาษดินสอก็อดไม่ได้ที่จะต้องบันทึกภาพไว้เป็นแรงบันดาลใจ แสงดีๆแบบนี้อยู่นอกบ้านวาดรูปได้ทั้งวัน เดี๋ยวหิวก็เดินกลับไปทำกับข้าวกินที่บ้าน แล้วก็ออกมาเล่นใหม่

ใช้ชีวิตในฟาร์มแบบนี้ไม่มีอะไรขาดหาย มีแต่จะพอกพูน ไม่อยากกลับเข้าเมืองแล้ว... แง้

Tuesday, August 23, 2005

ริมฝั่งน้ำ







โดย ผัดกะเพรา

หลังจากที่กบดานไม่ออกไปไหนกับใครต่อใครนานนับเดือน สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันยกงานออกจากอก ระลึกได้แล้วว่าชีวิตนี้ไม่ได้มีแต่ตัวเอง ถึงกาลโผล่ออกมาพบหน้าตาเพื่อน และคนอื่นที่สามารถจะเป็นเพื่อนในอนาคต

เอมี่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานเดือนหน้า เจ้าหล่อนเกรงว่าชีวิตจะเปลี่ยนอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เลยตระเตรียมการไปเที่ยวแบบคนโสดเป็นครั้งสุดท้าย นัดแนะคนสนิทชิดเชื้อไปตากอากาศ ที่ๆ มีภูเขา แม่น้ำ ที่ๆได้เริงโลดอย่างเสรี แบบที่มีแต่สาวๆ

เป็นโอกาสที่ฉันได้เปิดตาออกมาดูโลก ได้เจอคนอื่นๆที่ไม่เหมือนตัวเอง บ้างก็หน้าเก่า บ้างก็หน้าใหม่ เพื่อนเอมี่มีหลายแบบ บางคนยี่สิบปลายๆ บางคนเกือบห้าสิบ ทุกคนมีความน่าสนใจต่างๆกันไป

ลิน (Lyn) สาวใหญ่วัยเกือบห้าสิบ ตัวสูงยาว ผมยาวบลอนด์ เพิ่งแต่งงานเมื่อสองเดือนที่แล้ว และเป็นคนเดียวในกลุ่มนี้ที่มีครอบครัว ลินเลยมีเรื่องเกี่ยวกับชีวิตไม่โสดมาเล่าให้กับคนโสดและที่กำลังจะสละโสดทั้งหลายฟังให้ขนลุกเล่น ลินท่าทางดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุภาพเรียบร้อยมาก พูดเพราะ สงวนหน้าตาท่าทีเวลาพูดจา ทำกับข้าวเก่ง

เด๊บบี้ (Debbie) สาวใหญ่เกือบห้าสิบอีกเหมือนกัน แต่ตรงกันข้ามกับลิน เดบบี้โสด โผงผาง ตรงไปตรงมา เดบบี้ทำงานวิทยุ เลยพูดเก่ง แต่ละคำที่เลือกคัดสรรมาอธิบายภาพความคิดของเธอ ล้วนแล้วแต่ถึงพริกถึงขิง เนื่องจากงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบวิทยุในประเทศต่างๆ เดบบี้มีโอกาสไปอยู่ประเทศโลกที่สามมาหลายที่ ล่าสุดไปอยู่ ไลบีเรีย (อาฟริกา) มาหนึ่งปี มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความไม่เทียมทัดของชีวิตผู้คน (นอกอเมริกา) มาเล่าให้สาวในวงหลายๆคนหน้าเบ้เพราะรันทดไปตามๆกัน ด้วยความที่ผ่านมาหลายโลก เดบบี้มีความมั่นใจในความเห็นเรื่องต่างๆมากกกกก

ซอนย่า (Sonnia) สาวเกือบใหญ่แล้ว แต่ท่าทางเธอเหมือนเด็กรุ่น ไม่มีการไว้ท่าที ชอบหัวเราะและทำท่าทางโปกฮา และมักออกความเห็นแบบไม่มีเบรค ซอนย่าว่าเธอชอบการเดินทางย้ายที่อยู่มาก เพราะเธอว่าตอนเด็กๆพ่อแม่ย้ายที่อยู่ทุกสองสามปี จากอิตาลี อิหร่าน อียิปต์ แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ค ดีซี และอื่นๆอีกที่เธอเล่าข้าม ซอนย่าไม่เคยทุกข์ใจกับการลาจาก เธอว่าดีเสียอีก เวลามีปัญหาก็เผ่นได้ง่ายดี ซอนย่าทำงานกับองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มักมีความเห็นที่โผงผางและรุกไม่ยั้งเมื่อบทสนทนามาถึงเรื่องการเมืองและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การี่ (Gari) สาวดำคนเดียวในหมู่ การี่เงียบๆ ในกลุ่มสนทนามักจะเป็นคนฟังมากกว่าพูด ไม่เหมือนซอนย่า แต่ชอบฟังเพลงสนุกและเต้นรำเก่ง เวลาลินและฉันทำกับข้าว การี่ก็จะเปิดเพลงสวิง ซาลซ่า แทงโก้ และสอนให้สาวๆหัดเต้น การี่ทำงานที่น่าทึ่งมาก เธอทำงานกับสถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian) เป็นนักวิจัยภูเขาไฟ! ได้ออกเดินทางไปไหนมาไหนทุกเดือน ไปดูภูเขาไฟ เป็นงานที่ใครต่อใครอิจฉามากๆ ล่าสุดการี่ดำเนินงานเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องมือยุทธกรณ์เตือนภัยสึนามิให้กับอินโดนีเซีย

มิเชล (Michelle) สาวน้อยลูกครึ่งจีน-ฝรั่งเศส หน้าตาจุ๋มจิ๋ม มิเชลเป็นกราฟิคดีไซน์เนอร์ และเป็นศิลปินวาดภาพด้วย เพิ่งเปิดงานนิทรรศการภาพเขียนสีอะคริลิคแนวแอบสแตรค วันแรกขายไปได้หนึ่งรูป มิเชลหัวเราะง่าย อารมณ์ดี เธอมีความสนใจหลากหลาย ชอบศึกษาเรื่องดวง และเป็นครูสอนโยคะ

ฌอนทาล (Chantal) สาวสวยทันสมัย หุ่นนางแบบ ตาดำผมดำขลับ เป็นลูกครึ่งหลายครึ่ง เมดิเตอเรเนียน รัสเซีย ยุโรป อเมริกา หาบทสรุปไม่ได้ในรากเหง้าของเธอ ฌอนทาลเป็นสาวอารมณ์ดี พูดเก่ง ชอบพูดตลก และมีความสามารถในการเข้ากับคนเก่งมาก ฌอนทาลชอบแต่งตัวสวยเสมอ กระเป๋าเดินทางของเธอมีนิตยสาร เกลเมอร์ (Glamour), โอ ของ โอปรา วินฟรีย์ (Opra Winfrey) และอื่นๆในทำนองนี้อีกเล่มสองเล่มไว้อ่านยามว่าง ฌอนทาลกับมิเชลชอบคุยกันเรื่องหนุ่มๆ

เอมี่ (Amy) แต่เธอเขียนลายเซ็นต์ในงานศิลปะของเธอว่า Ame เพราะว่ามันเป็นเรื่องของ Me! เอมี่ศิลปินสาวตัวเล็กที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์เดือนหน้านี้กับแฟนหนุ่มอเมริกัน-ยิวของเธอ (เอมี่ก็โตมาแบบยิวแท้เหมือนกัน) เอมี่เป็นคนโรแมนติก และมองโลกในแง่ดีมาก ฉันรู้จักกับเอมี่จากการเข้าเรียนวิชาภาพพิมพ์เมื่อหลายปีก่อน และบ้านอยู่ในละแวกเดียวกันก็จะนัดเจอกันแบบฉุกละหุกเวลาไปซื้อกับข้าวที่ตลาดเช้าเสมอๆ เอมี่เป็นคนน่ารัก และรักคนง่าย ด้วยความเป็นคนอ่อนหวานน่ารัก และมีใจเปิดกว้างกับความคิดเห็นทุกรูปแบบ เอมี่จึงเป็นกาวที่แนะคนนู้นมารู้จักคนนี้เสมอๆ ทั้งเพื่อนที่มีความคิดขวาจัดอย่างอลันสามีในอนาคตของเธอ ไปจนถึงที่ซ้ายจัดอย่างเด๊บบี้และซอนย่า การพักผ่อนหย่อนใจริมแม่น้ำครั้งนี้ เอมี่ก็เป็นศูนย์กลางให้ทุกๆคนมาเจอและรู้จักกัน

ส่วนฉัน คนหน้าไทยพูดฝรั่งติดๆขัดๆอยู่คนเดียวในกลุ่ม ถึงไม่ได้เคอะเขินอะไรแต่ด้วยความใหม่กับหลายๆคน ก็ได้แต่นั่งฟังเสียส่วนมากในเวลาที่กลุ่มใหญ่ออกความเห็นเรื่องต่างๆ ในบทสนทนาหลายๆครั้งของสาวๆ มักจะลงเอยที่การเมืองและความเห็นแตกต่างที่หาข้อสรุปไม่ได้ ฉันก็มักจะใช้เวลานั่งสเกตช์รูปไปพลางๆ และหัวเราะตามเวลาใครว่าอะไรขำๆ

ทริปนี้มีแค่สองวันแต่ก็คุ้มค่ามาก กลางวัน เราได้ไปล่องแพห่วงยาง ลอยระเรื่อยเอื่อยตามแต่แม่น้ำจะพาไป แวะพักกินแซนด์วิชที่เอาลอยติดไปด้วย ในสถานภาพที่ตัวเปียกโชก มีแต่ภูเขาแม่น้ำล้อมรอบ เปิดโอกาสให้ได้รู้จักแต่ละคนลึกซึ้งขึ้น อยากรู้จักใครใกล้ขึ้นก็ลอยไปติดกับคนนั้น และก็นอนหงายนอนคว่ำบนแพห่วงยางคุยกันไป ห่วงใครห่วงมัน ไม่มีกังวล

ห้าโมงเย็น เราลอยกันมาถึงฝั่ง แดดยามเย็นอุ่นๆในทุ่งกว้าง เรานั่งคุยกันไปนั่งดูแดดสะท้อนยอดไม้ไปพลางๆ แล้วก็นั่งรถกลับที่พัก

ค่ำคืนเดือนหงาย หลังอาหารค่ำที่ฉันทำ (ผัดก๋วยเตี๋ยวกับเต้าหู้แตงกวาในซอสถั่ว และอกไก่เผา ทุกคนว่าอร่อยมาก) เราถือโอกาสมาล้อมรอบกองไฟ ฌอนทาลมีไอเดียพิธีกรรมมาเสนอให้ทุกคนร่วมทำ ไหนๆก็เดือนหงาย น่าจะชะล้างจิตวิญญาณเสียหน่อย พิธีแรกเป็นพิธีอธิษฐานความดีงามความสำเร็จให้กับตัวเอง ที่สองให้กับชีวิตแต่งงานในอนาคตของเอมี่ และสุดท้ายให้กับโลกของเรา อันหลังนี่ชักมีกลิ่นตุๆ แต่ทุกคนก็ทำกันแบบยิ้มๆ

เริ่มด้วยอธิษฐานให้กับตัวเอง ฌอนทาลแจกกระดาษให้ทุกคนเขียนเรื่องที่อยากหลุดพ้น หรืออยากไปให้ถึง อธิษฐานเสร็จก็ให้โยนกระดาษที่เขียนลงไปในกองไฟ เอมี่มีไอเดียเพิ่ม โยนแล้วให้ทำเสียงด้วยนะ เสียงอะไรก็ได้ แล้วทุกคนก็ต้องทำตามพร้อมกันเหมือนเป็นการสะท้อนคำอธิษฐานนั้น มิเชลมีข้อโต้แย้ง บอกว่างี่เง่าจัง ไม่อยากทำเลย ทำอย่างอื่นได้ไหม ตกลงว่ามิเชลทำท่าแทน เป็นท่าผายปอดโล่งอกตอนที่เธอโยนคำอธิษฐานของเธอลงไปในกองไฟ ส่วนคนอื่นๆที่ไม่มีข้อโต้แย้งก็สร้างสรรค์เสียงกันไป เสียงหมาบ้านบ้าง หมาป่าบ้าง ถอนใจบ้าง ร้องเพลงที่แต่งเองบ้าง เสร็จแล้วทุกคนก็ว่าตามกันแบบขำๆ

ต่อมาอธิษฐานให้เอมี่ มิเชลครูสอนโยคะว่าทุกคนควรพนมมือ "นมัสเต" ก่อน แล้วจะว่าอะไรก็ว่าไป อันสุดท้าย อธิษฐานให้โลก ฌอนทาลเจ้าของไอเดียเสนอให้ทุกคนหันหน้าเข้าหาดวงจันทร์ ซึ่งขณะนั้นกำลังสุกสกาวและกระต่ายกำลังตำข้าวพอเหมาะพอดี แล้วแต่ละคนก็ยืนหันหน้าหาดวงจันทร์เหมือนถูกสะกดจิต และก็ร่ายมนต์ของตัวเองในใจ คำอธิษฐานจะไปถึงที่หมายไหมไม่มีใครรู้

ดึกดื่น เรานั่งอาบแสงจันทร์ ผลัดกันเล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรกันที่ม้านั่งริมน้ำ เผามาร์ชมาโลว์มาประกบกินกับช็อคโกแล็ตและแครกเกอร์ (เข้ากันตรงไหน?) แต่ก็อิ่มเอมในพิธีกรรมแบบเยาว์วัยที่ทำด้วยกัน

วันสุดท้ายตอนบ่าย ฉันใช้เวลาก่อนกลับนั่งวาดรูปกับเอมี่ริมน้ำ คนอื่นๆกลับเข้าเมืองไปก่อนแล้ว แสงแดดสะท้อนน้ำ สีเขียวแก่เขียวอ่อนของภูเขาและต้นไม้ริมน้ำแลดูดด่ำฉ่ำใจมาก ลากดินสอไปบนกระดาษด้วยใจโล่งสบายแบบที่ไม่ได้เป็นมานานแล้ว.

Monday, August 22, 2005

พี่จ๋า


โดย ผัดกะเพรา

พี่จ๋า
เคยได้ยินไหมจ๊ะ คำกล่าวที่เขาว่า "เมื่อเราพบงานที่ทำให้สุขใจแล้ว เราจะ(รู้สึกเหมือน)ไม่ต้องทำงานอีกเลย" เป็นคำกล่าวที่ได้ยินปุ๊บ ต้องมองกลับมาหาตัวปั๊บ คิดยอกย้อนว่าทุกวันนี้ เรารู้สึกเหมือนทำงานอยู่หรือเปล่าหนอ แล้วก็พบว่าชีวิตเรานี่เหนื่อยยาก ทำงานก็ด้วยฝืนใจ ไม่ได้สบายอย่างที่เขาว่า คิดไปแล้วใจก็อยากจะสอดส่ายหาสิ่งอื่น เผื่อว่าจะทำให้เราสุขกว่านี้ แต่สิ่งไหนล่ะที่จะทำให้เราสุขได้? คนที่กล่าวคำคมอันนั้นเขาได้พบความสุขของเขาแล้ว ส่วนเรา จะทำอย่างไรหนอ จึงจะได้เจอกับไอ้ความสุข ความสบายที่ว่า?

พี่จ๋า จะว่าไปคำกล่าวนั้นก็ฟังดูเป็นแรงบันดาลใจอยู่ แต่ฟังแล้วก็ใคร่จะต้องไว้หูข้างหนึ่งด้วย พี่ว่าพี่ไม่มีความสุขกับงานที่ทำ เพราะงานที่ทำอยู่นั้นไม่ให้ความสุขกับพี่ ลองถามคำถามนี้ให้ลึกๆ สิ่งที่เรียกว่า "ความสุข" สำหรับพี่ มันคืออะไร สิ่งที่ทำแล้วออกมาสวยๆงามๆ สิ่งที่ทำแล้วผู้คนเขาชอบใจ สิ่งที่ทำแล้วได้เงิน สิ่งที่ทำแล้วสบาย สิ่งที่ทำแล้วตัวเองได้เติบโตจากภายใน สิ่งไหนจ๊ะ?

ในงานทุกชนิดมันมีความเหนื่อยยากทั้งนั้นแหละจ้ะ ค่าตอบแทนที่เป็นเงินอาจเป็นแรงผลักดันให้รู้สึกว่าที่เราทำไปมันคุ้มค่า คุ้มเวลา แต่แรงบันดาลใจคือสิ่งที่ทำให้คนก้าวพ้นเหนือไปจากความเหนื่อยยากนั้น ทำให้คนทุ่มเทโดยไม่เกี่ยงงอนในเรื่องค่าตอบแทน คนจะมีแรงบันดาลใจได้ก็ต่อเมื่อมองเห็นคุณค่าของงานที่ทำ คุณค่านั้นมองง่ายๆคือ สิ่งที่ทำให้ตัวเราและเพื่อนมนุษย์เจริญเติบโตและพัฒนา อาจจะเป็นการพัฒนาทางวัตถุ ทางความคิด หรือทางจิตใจ พี่ลองมองดูสิจ๊ะ ว่างานที่ทำแล้วสบายนั้น ให้คุณค่าอย่างที่กล่าวมานี่ไหม?

ไม่เพียงแต่คุณค่าของงาน ที่สำคัญต่อมาคือต้องมองเห็นคุณค่าของตัวเองด้วยจ้ะ มีคนกล่าวไว้ว่า ชีวิตคนก็เหมือนกับแสงเทียน เมื่อถูกจุดสว่างแล้ว วันหนึ่งก็ต้องดับไป แต่ในขณะที่เรามีแสง ทำไมไม่ทำให้แสงของเราโชติช่วงที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ล่ะจ๊ะ? ใช้กำลังสมอง กำลังกาย กำลังใจที่มีส่องตัวเองให้สว่าง สิ่งที่มืดรอบด้านก็จะพลอยสว่างไปด้วย เราอาจจะไม่ได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของสายอาชีพในวันนี้ แต่ต้องให้แน่ใจว่า ณ ตำแหน่งที่ยืน เราได้ใฝ่พยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว

การเรียนรู้จากงานคือสิ่งที่ทำให้เราเติบโตจ้ะ จุดที่เหนื่อยยากที่สุดของงานนั้นแหละ คือจุดที่เราจะได้ส่องสว่างที่สุด เมื่อส่องสว่าง เราก็มีความสุขได้จากภายใน โดยที่ไม่ต้องสอดส่ายหาจากที่ใดอื่น

พี่จ๋า พี่เห็นเหมือนหนูไหมจ๊ะว่าคำว่า "ความสุข" จากภายนอกนั้นมันเลือนรางเหมือนกับม่านหมอก เราไปจับต้องมันไม่ได้ เมื่อมีสุขโดยไม่มีที่มาได้ ก็ไร้สุขโดยไม่มีที่ไปได้เช่นกัน แต่คุณค่าเป็นสิ่งถาวรจ้ะ เมื่อตระหนักได้แล้ว มันก็ไม่หนีไปไหน พอมีคุณค่ามั่นคงอยู่ในใจ เราจะไม่มาคร่ำครวญถามถึงความสุขเลยจ้ะ เพราะคุณค่านั้นมันลึกล้ำกว่าความสุขมากมายนักเทียว.

Sunday, July 31, 2005

แวบหนึ่งที่ใจโล่งโปร่งสบาย (Detachment)


โดย สุชา

ฉันเพิ่งทำคอมพิวเตอร์พัง ที่ีจริงก็พูดเกินไป ไม่ถึงกับพังหรอก กดปุ่มผิดแล้วไฟล์งาน รูป และอะไรต่อมิอะไร มันหายไปหมด ฮาร์ดดิสก์โปร่งโล่งสะอาด ไม่มีอะไรเก็บสะสม

ใครจะโง่เง่าได้ขนาดใหญ่หลวงเท่านี้ ยิ่งนึกยิ่งฉุน แล้วที่กดผิดไปนี่มันยกเลิก (undo) ได้ไหมนี่ ฝันไปหรือเปล่า ตื่นๆ

รูปที่กลับไปเที่ยวเมืองไทยปีที่แล้ว ถ่ายกับพ่อแม่ กับเพื่อน ไม่ได้เจอกันเป็นปีๆ รูปงานศิลปะที่ไปถ่ายตามมิวเซียมนับไม่ถ้วน รูปตอนผมสั้น
ตอนผมยาว รูปกับคนน่ารักๆหลายคน รูปที่ไปเที่ยวกันหลายที่ ไม่อยากจะนึกรวมงานที่กำลังทำอยู่ต้องพรีเซนต์อาทิตย์หน้า

เป็นอากาศธาตุไปแล้ว ไม่มีแม้มวลสารเหลืออยู่

แล้วยังหนังอีกเล่า หนังที่ถ่ายตุ้ยเพื่อนรักดีดดิ้นอย่างน่าฟัดที่สวนลุม ไม่รวมอีกหลายช็อตที่ลีโดดเตะคาราเต้คิก ที่ดูกี่ครั้งก็หัวเราะท้องหงายทุกครั้ง

หายหมด...

แล้วยังบทความหลายอันที่เขียนค้างอยู่อีกล่ะ
ไม่มีแล้ว...
ตื่นซิ
...

ในเมื่อ undo เวลาที่ผ่านไปไม่ได้ และตื่นจากความจริงไปไม่ได้กว่านี้แล้ว ก็มีแต่ความหนักเท่านั้นที่ปกคลุมหัว แล้วฉันจะทำอย่างไรเล่า ถึงข้อมูลดิจิตอลมันจับต้องไม่ได้ แต่มันก็ทำให้แต่ละวันมีอะไรยุ่งๆทำ ถ้าไม่มีอะไรเหลือ ก็ทำอะไรไม่ได้น่ะสิ


จะต้องงมอีกกี่วันถึงจะได้งานกลับคืนมา? คืนนี้จะได้นอนไหม? จะไปหาโปรแกรมอะไรที่ไหนมาแก้ล่ะ?

นึกไปก็ยิ่งมืดมน เก็บข้าวของนั่งรถไฟกลับบ้าน คิดไปจนเหนื่อยถึงกระดูกดำ

พอถึงสถานีใกล้บ้าน ฝนลงเม็ดแฉะไปหมด ร่มก็ไม่มี คงต้องเดินไปแบบเปียกๆนี่แหละ

น้ำฝนนี่มันเย็นฉ่ำดีแท้ จากขาที่เดินฉับๆ ก็ลดสปีดช้าลง ฝนเอ๋ยฝน มาช่วยล้างความกังวลออกไปที

โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ น้ำฝนที่ตกมาต้องเนื้อ เรียกใจที่ว้าวุ่นไปอยู่ที่ผิวกายโดยฉับพลัน รู้สึกอย่างกับมีใครมาล้างฮาร์ดดิสก์ ถ้าไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว จะไปนั่งกังวลอยู่กับอะไรเล่า?

ในเมื่อไม่มีงานต้องสะสางให้สมองยุ่ง ไม่มีรูปใครต่อใครมาให้ใจไปพัวพัน ปีที่แล้วมันผ่านไปแล้ว คืนนี้ฉันคงนอนหลับสบายดี
...

ทะเลาะวิวาทกับใครสักคนจนสมองเครียดข้นทนไม่ไหว ใครคนนั้นเผอิญปัดกาน้ำชาแสนรักตกแตก แทนที่จะรู้สึกฉุนเกรี้ยวด้วยความเสียดาย ใจกลับโล่ง เหมือนกับไม่มีอะไรให้แบกให้ยึดอีกต่อไป สมองที่เครียดขมวดก็กลับคลาย ใครจะตะโกนเถียงต่อให้เสียงดังขนาดไหนก็ไม่กระทบกระเทือนแล้ว กาน้ำชามันแตกไปแล้ว
...

ได้ยินเรื่องเล่าจากเพื่อนร่วมงาน เกี่ยวกับตายายคู่หนึ่งที่ย้ายออกจากบ้านไปอยู่เนิร์สซิ่งโฮม ขายบ้านทิ้งไปทั้งๆที่มีข้าวของเครื่องใช้อยู่ครบ เฟอร์นิเจอร์หรูหราที่ใช้มาเป็นสิบปี เสื้อผ้าเป็นตู้ๆ รูปภาพสวยๆที่ติดตามฝาผนัง จดหมายเก่าๆ รูปถ่ายครอบครัวเก่าๆ ไดอารี ดูเหมือนข้าวของที่แสดงความรักความผูกพันจะยังอยู่ครบ

แต่เขาก็ทิ้งมัน

เนิร์สซิ่งโฮมไม่มีที่ให้เก็บ และถึงวันหนึ่งมันคงไม่มีความหมายต่อพวกเขาอีก
...

ใจที่โปร่งโล่งสบายคือใจที่ไม่มีสิ่งของมาวางให้หนัก ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ ไม่มีกาน้ำชา ไม่มีรูปเก่าๆ ไม่มีงานสำคัญ ไม่มีดิจิตอลไฟล์ ไม่มีความผูกพัน และไม่มีความกังวล.

Wednesday, July 27, 2005

กว้าง x ยาว x สูง (Design & Self Reflection)







โดย สุชา สนิทวงศ์ ฯ

เธอคิดเหมือนฉันไหมว่าเวลาสมองได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ คือเวลาที่เราทำสิ่งไม่ถนัด

งานที่ฉันถนัด คืองานบนแผ่นกระดาษ วาดๆเขียนๆ ออกแบบความคิด ประดิษฐ์รูปภาพ ลงบนแผ่นแบนๆ แผ่นพับๆ แผ่นรวมกันเป็นเล่มๆ วางตั้ง วางนอน ตั้งแต่เรียนจบจนมาถึงทุกวันนี้ ฉันทำอยู่แต่กับงานที่มีความกว้าง x ความยาว เพราะมันถนัด เคยชิน และรู้สึกว่าเจนจัดแล้ว

จนมาเจอหนังสือเกี่ยวกับงานออกแบบสามมิติมาโดยบังเอิญ หนังสือเล่มบางๆ มีแบบฝึกหัดที่สอนให้เข้าใจภาษาของงานออกแบบผ่านรูปทรงง่ายๆ สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ทรงกลม เส้นโค้ง เส้นหยัก เริ่มจากซับซ้อนน้อย ไปถึงซับซ้อนมาก ใช้วัสดุธรรมดาๆ ดินน้ำมัน ลวด กระดาษแข็ง ฯลฯ พลิกหนังสือดูคร่าวๆเหมือนเป็นการสอนทำงานประติมากรรมกึ่งสถาปัตย์ แบบย่อๆ

แล้วฉันก็หาเวลาวันหยุดมานั่งทำ บทแรกเริ่มด้วยแท่งสี่เหลี่ยม ผู้เขียนแนะให้เอาแท่งดินน้ำมันสี่เหลี่ยมสามแท่งที่มีขนาดต่างกัน สั้นบ้าง ยาวบ้าง มาวางเข้าด้วยกัน แล้วเชื่อมต่อกันด้วยวิธีเข้ามุมแบบต่างๆ เช่นสอด เสริม หรือสร้างคาน แล้วหัดมอง หัดขยับ จนเห็นว่าความสัมพันธ์ของแท่งทั้งสามมีความสมดุลดี สอดประสานเป็นกลุ่มก้อนที่กลมกลืน ต้องดูงามจากทุกด้าน และตั้งได้มั่นคง

ด้วยสายตาที่เคยชินกับงานแบนๆ พอมาเจองานที่ต้องดูรอบด้านแบบนี้ ฉันรู้สึกเหมือนหัดยืนบนโลกใหม่ จับดินน้ำมันไปมาได้แท่งสี่เหลี่ยมมาสามชิ้น แท่งหนึ่งเป็นแท่งแบนกว้าง แท่งหนึ่งเป็นเหมือนแผ่นผอมๆ และอีกแท่งหนึ่งเล็กหน่อยแต่หนา เอาแท่งแบนกว้างกับแท่งเล็กหนามาวางขนานกันดู แท่งแผ่นผอมวางขวางด้านบน ทำให้ดูเหมือนทางเข้าแคบๆ คล้ายๆจะได้รูปได้ร่าง แต่มองโดยรอบแล้ว บางมุมยังดูคลุมเคลือ ต้องให้เด่นชัดขึ้น ต้องแก้ ถึงตรงนี้ยากที่สุด เพราะเปลี่ยนขนาดที คุณสมบัติก็เปลี่ยนที ความสัมพันธ์ของรูปทรงโดยรวมก็เปลี่ยนไปด้วย ขยับด้านหนึ่ง ก็กระทบด้านอื่นๆ ถึงจุดที่คิดว่าพอใจแล้ว มองอีกมุมกลับเห็นว่ายังต้องแก้ไข แก้ไปแก้มา แต่ละเปราะก็สอนให้รู้ถึงภาษาใหม่ๆและความงามใหม่ๆในการออกแบบ สิ่งบกพร่องในงานชิ้นเก่านำร่องสู่งานชิ้นใหม่เสมอ

ในมิติ กว้าง x ยาว x สูง ฉันนั่งด้นหาคำตอบไปในดินแดนของการเรียนรู้อันไม่มีสิ้นสุด สี่เหลี่ยมแท่งเดียวมีตั้งแปดมุม สามแท่งประสานกัน มีกี่มุมก็นับไม่ถ้วน มุมยิ่งมาก เหลี่ยมยิ่งมาก ยิ่งมีซอกหลืบให้พิจารณามาก มองหลายๆมุมเข้าก็ทำให้เริ่มเห็นข้อบกพร่องในตัวงาน ข้อบกพร่องนี่เป็นเรื่องที่เห็นได้ยาก บางทีเห็นแล้วก็อยากจะเมิน เหมือนเวลาฟังคนวิจารณ์ตัวเรา ไม่อยากจะยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาที่คิดว่าเรานี่หนอ มาถูกทางแล้ว

นั่งทำแบบฝึกหัดนี้แล้วเหมือนมีแสงสว่างวาบขึ้นมาในใจ อุปสรรคในการเรียนรู้นี่อยู่ที่ตัวเรานี่เอง เวลาทำอะไรที่ไม่ถนัดมักจะมีอุปสรรคให้เห็นอยู่สองอย่าง อย่างหนึ่งคือความไม่รู้ อันนี้ขจัดไม่ค่อยยาก ค่อยๆหาความรู้มาใส่ ความไม่รู้ก็ค่อยๆหมดไป ส่วนอย่างที่สอง คือทัศนคติ อันหลังนี่คล้ายๆกับมารที่ชอบมาหลอกให้เราหลง หลอกให้เรานึกว่าเราถูกต้องแล้วไม่ว่าจะมองมุมไหน บางทีก็หลอกให้เรานึกว่ามีความรู้อยู่เต็มเปี่ยม ทั้งๆที่จริงแล้วยังมีช่องโบ๋อยู่อีกมาก ทัศนคติส่วนมากมาในรูปแบบของตัวตนที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้เราเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งใหม่ๆ


มองในแง่การพัฒนาตัวเอง การเรียนรู้ในงานออกแบบและงานศิลปะเป็นสิ่งที่ช่วยนำทางภายในได้อย่างหนึ่ง ขั้นตอนของการเรียนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มองตัวเองชัดๆใกล้ๆ ได้ฝึกวิจารณ์ตัวเอง ฝึกทะลายกำแพงทัศนคติของตัวเอง เป็นการเรียนเพื่อทำลายอัตตา

เมื่อไม่มีอัตตามาขวางกั้น ความคิดก็เจริญเติบโตกว้างไกล การหัดมองและวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองจากที่สว่างเป็นสิ่งต้องทำอยู่เสมอๆ การหัดทำอะไรใหม่ๆที่ไม่ถนัดก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เรามองเห็นตัวเองได้ถนัดถนี่ทีเดียวเชียว