บทความนี้เป็นบทความที่เขียนโต้ตอบกับพี่เอ็มแอนด์เดอะแก๊งค์ เริ่มจากความเห็นเรื่องเวบหมิ่น การเมือง ศาสนา ปรัชญา จนมาถึงเรื่องโพสต์โมเดิร์น บทนี้เขียนยาวและออกความเห็นไว้ค่อนข้างชัดเจน จึงอยากจะรวมเก็บไว้ในที่นี่
สัมนาเวบหมิ่นคลับ ฉบับที่ 49 (ระวังนะ ยาวมาก)
พี่เอ็มเกริ่นไว้ซะน่ากลัวเชียว บอกให้เปิดประเด็นเรื่องโพสต์โมเดิร์นกับสิ่งแวดล้อม อันนี้ controversial และพาราดอกซ์ม๊ากกกก เพราะพัวพันกันหลายกรณี ประหวั่นอยู่ว่าตูจะไปรอดไม๊เนี่ย แต่ไหนๆก็ไหนๆ ลองอ่านดูแล้วกัน
1. โพสต์โมเดิร์นกับการวิพากษ์วิจารณ์
อนึ่ง มีผู้กล่าวว่าหากไม่ชำนาญในเรื่องนี้ ก็อย่าไปวิจารณ์และขอให้ข้ามๆไปเสีย เนื่องด้วยเพราะไม่ได้รู้จักสำนักทั้งหมดจึงไม่มีข้อมูลพอที่จะออกความเห็น
หนูเภาขอตั้งคำถามว่า ในเมื่อเราเป็นผู้ใช้ชีวิตคนหนึี่งในสังคม และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแนวคิดดังกล่าว เราควรจะหุบปากและปล่อยให้กูรูผู้ศีกษาเหล่านั้นเป็นผู้ให้ความหมายแต่ฝ่ายเดียวหรือไม่? ขอถามตรงจุดนี้ เพราะเห็นว่าตำราหรือสิ่งที่ครูอาจารย์สอน เป็นส่ิงที่บอกต่อๆกันมา การศีกษาที่แท้ควรจะเป็นการตั้งคำถามกลับ เพราะการรับข้อมูลมาเฉยๆ แม้จะมีจำนวนมากมายเพียงใด ก็ไม่ได้เป็นการศีกษาที่นำไปสู่ความสว่างแต่อย่างใด
ในความคิดของหนูเภา มหาวิทยาลัยเป็นเป็นที่สร้างความรู้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสถานที่ๆอันตรายอย่างมากที่สุด หากการเล่าเรียนคือการสร้างความจริงบนรากฐานของฟองสบู่ทางความคิด การศีกษาก็คือเสียเวลาเปล่า
คณะปรัชญาเป็นคณะหนึ่งที่เป็นศูนย์รวมไอเดียต่างๆ และในขณะเดียวกัน (อันนี้พาราดอกซ์อย่างที่สุด) ก็เป็นศูนย์รวมฟองสบู่ทางความคิดอย่างมากที่สุดด้วย ฉะนั้นผู้ศีกษาจักต้องพึงระวังอย่างมาก มิให้ไอเดียต่างๆที่ศีกษาเข้ามาเป็นตัวทำลาย common sense ของตน
เคยได้ยินคำกล่าวอันนึง เขาพูดได้หงายหลังดี จะเอามา apply กับเรื่องโพสต์โมเดิร์นนี้ก็ได้
Marxists study marxism. Anti-marxisms understand it.
2. ครอบครัวโพสต์โมเดิร์น
เวลามองโพสต์โมเดิร์น หนูเห็นภาพที่ใหญ่กว่าสำนักทางฝรั่งเศสที่พี่เจี๊ยบกล่าวถึง หนูมองเห็นไปถึงคาร์ล มาร์กซ์, นิตเช่ เราปฏิเสธไม่ได้นะ ว่าเวลาค้นคว้าเรื่องโพสต์เนี่ย ชื่อพวกนี้มันผลุบโผล่ขี้นมากันสลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันมีอิทธิพลและต่อยอดกันและกัน แม้ในรายละเอียดในแต่ละแนวสำนักจะต่างกัน แต่ทั้งหมด มีความสุดโต่งไปในทางเดียวกัน คือ ปฏิเสธองค์รวมของความเป็นปัจเจก
ย้อนกลับไปที่นิยามความเป็นปัจเจก ที่เคยกล่าวไปแล้วหลายครั้ง คือ ความรับผิดชอบชีวิตของปัจเจก (ชีวิตกู) และในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพความเป็นปัจเจกอื่นด้วย (สังคม)
จะเห็นได้ว่าองค์รวมของความเป็นปัจเจกประกอบไปด้วย (1) บุคคล (2) ความสัมพันธ์ของบุคคลกับสังคม
ทั้งสองสิ่งนี้ต้องไปด้วยกันจึงจะครบองค์ หากจะมองเน้นแต่ตัวบุคคล บุคคลจะกลายเป็นอัตตา หากเน้นแต่สังคม บุุคคลจะกลายเป็นสมาชิกของกองทัพ (totalitarian แบบสังคมมด)
นักกระแสโพสต์โมเดิร์นตัวยงๆอย่าง นิตเช่ เน้นแต่บุคคลและความจริงของแต่ละบุคคลที่ตัดขาดจากกันและกัน เหมือนชีวิตคนคือการตัดแปะ จะเอาไปวางตรงไหนก็ได้ (คนจะเอาหมาแมวเป็นเมียก็เป็นเรื่องของเขา)
นักกระแสสังคมนิยมอย่าง มาร์กซ์ เน้นแต่สังคมและความสำคัญของส่วนรวมซึ่งละทิ้งความจริงส่วนบุคคลไป (คนอยากเก่งอยากรวยเป็นคนเห็นแก่ตัว)
แม้จะเน้นจุดที่อยู่กันคนละทิศและมีดีเทลของทฤษฎีที่ต่างกัน แต่ทั้งสองนี้ มันนำไปสู่จุดหมายที่ตรงกันอย่าง ironic ที่สุด คือการทำลายโครงสร้างของชีวิตที่มีมาแต่เดิม ทำลายศีลธรรม รากเหง้า ทำลายความสำคัญของแรงบันดาลใจ และความพิเศษของชีวิตแต่ละผู้ ซึ่งสัมพันธ์กันกับชีวิตอื่นๆ
นี่คือเหตุผลหลัก ที่หนูมองว่าพวกนี้มาจากครอบครัวเดียวกัน ฉะนั้นจึงได้จับโยนลงถังเดียวกันอย่างไม่ไยดีฉะนี้
3. โพสต์โมเดิร์นกับความถูกต้องแบบการเมือง (political correctness)
คำว่า political correctness นี้ ไม่รู้อยู่ทางเมืองไทยได้ยินกันบ้างหรือเปล่า หนูอยู่ทางนี้ได้รับ effect จนเบื่อและอึดอัดมาก
Political correctness คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ Free speech
Political correctness เป็นเครื่องมือที่ใช้บังคับให้คนเซ็นเซอร์ตัวเอง
วิธีการคือ เปลี่ยน perception ของคน ด้วยการเปลี่ยนความชัดเจนทางความหมายของภาษา ให้คนมองเห็นสิ่งด้อย เป็นสิ่งธรรมดา หรือจนกระทั่งเปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งเด่น รวมไปถึงทำให้สิ่งเด่นกลายไปสิ่งปกติ จนกระทั่งสิ่งด้อย ซึ่งผิดจากความจริงที่เราเคยยอมรับกัน สิ่งที่เคยคิดว่าถูกต้องกลับกลายว่าเป็นเรื่องเสแสร้ง สิ่งที่เคยผิดธรรมนองคลองธรรมกลับกลายเป็นเรื่องปกติ
เมื่อความชัดเจนถูกปกปิดด้วยความคลุมเคลือ การวิพากษ์วิจารณ์ก็เป็นไปได้ยาก เพราะเมื่อการออกความเห็นแบบตรงๆกลายเป็นเรื่องสองแง่สองง่าม ดังนั้นผู้วิจารณ์ต้องคอยเซ็นเซอร์ตัวเอง เพราะกลัว thought police ที่จะมาจ้องคอยจับผิด (เหมือนกฏหมายหมิ่นยังไงยังงั้น)
Political correctness นำวิธีคิดแบบงงงวยของ postmodern มาเป็นเครื่องป่วน โดยมีท่าทีของเผด็จการโค่นอำนาจแบบ marxism และ leninism
1. แบบ postmodern ถือว่าความจริงเป็นเรื่องของใครของมัน สิ่งที่เราพูดกันเป็นแค่ความเห็นและการตีความ ความจริงที่แท้ไม่มีอยู่ ดังนั้นจึงจับเอาว่าการสื่อสารคือเกมภาษา การใช้ภาษาคือเกมการเมือง ฉะนั้นจึงมุ่งเป้าหมายไปที่ภาษาเป็นหลัก
2. แบบ marx และ lenin คือการตั้งใจล้มอำนาจของคนหรือส่ิงที่ยอมรับกันว่าเป็นอำนาจเดิมของสังคม แล้วต้องเปลี่ยนให้อยู่ในมือของผู้ด้อยแทน เช่น บอกกว่า ผู้หญิงจะครองโลกแทนชาย (เฟมินิสต์), คนจนเป็นเจ้าของประเทศ, คนผิวขาวเป็นผู้เอารัดเอาเปรียบที่ต้องถูกทำให้ล้มลง, ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาสับปรับ, etc.
สิ่งที่ทำให้ postmodern ผสมร่วมกับ lenin และ marx ได้อย่างกลมกลืนเพราะเห็นอย่างเดียวกันในข้อที่ว่า การได้เปรียบทางการเมืองคือต้องคุมการใช้ภาษาให้อยู่ เพราะภาษานำไปสู่ความหมาย การยอมรับ และอำนาจในท้ายสุด
Political correctness คือเครื่องมือสำคัญของการได้มาซึ่งอำนาจที่ว่า เรื่องนี้สำคัญที่ว่าอำนาจที่จะได้มานี้ ไม่ได้มากจากผลพวงของงานที่ทำหรือจากคุณงามความดีของตน แต่มาจากการขู่บังคับให้คนอื่นยอมรับ(และเปลี่ยนมุมมองในเรื่องความด้อย) ตอนนี้กำลังระบาดมากในประเทศตะวันตก โดยเฉพาะ อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย ทำให้สังคมสับสนมาก
ลองพิจารณาภาษาแบบ political correct ดูกัน
--------------------------------------------------------
ภาษาเดิม | ภาษาแบบ political correct
--------------------------------------------------------
handicapped | physically challenged (+)
prostitute | sex care provider (+)
homeless | outdoor urban dwellers (+)
white people | melanin-impoverished (-)
black people | people of color (+)
poor | economically marginalized (+)
prisoner | client of the correctional system (+)
terrorist | oversea contingency (+)
terrorism | man-made disaster (+)
history | herstory (-)
อื่นๆอีกมากมาย
--------------------------------------------------------
ขวาสุดของตารางใส่เครื่องหมาย + และ - ไว้ให้ดู เป็นข้อสังเกตุ
อยากจะชี้ข้อสังเกตให้ดูว่า เครื่องหมายบวก จะไปตกอยู่ที่ใครก็ตามที่สังคมเดิมดูว่าด้อยกว่าในแง่อำนาจ ด้วยการมองแบบ political correct ความด้อยจะดูดีขึ้นมา ส่วนที่เป็นเครื่องหมายลบ คืออำนาจเดิมที่ถูก political correct ปรับเปลี่ยนให้ตกอยู่ในลักษณะด้อย อันนี้เป็นการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างทางอำนาจในวัฒนธรรม หรือเรียกอีกอย่างว่าการแก้แค้นเชิงโครงสร้าง
คำศัพท์และความคิดแบบนี้ ถูกยัดเยียดเข้าไปในตำราเรียน นักเรียนนักศีกษากำลังถูกล้างสมองกันถ้วนหน้า และอาจารย์เพี้ยนก็มีมากมายนับไม่ถ้วนที่ในมหาวิทยาลัย แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยดังๆ แบบฮาร์วาร์ด โคลัมเบีย เยล ก็หนีไม่พ้น
4. โพสต์โมเดิร์นกับธรรมชาติ (deep ecology)
บอกแล้วจะเชื่อไหมว่ากลุ่มกรีนพีซคือความพยายามของระบอบคอมมิวนิสต์ที่ต้องการล้มล้างความเจริญทางเศรษฐกิจของโลกเสรี?
นี่ต้องมีคนโวยว่าคิดแบบอคติ คิดแต่ด้านลบ คิดมากไปป่าววววว...
ไม่ได้คิดมากพี่ ลองดูข้อพิจารณาดังนี้
marxism เชื่อว่าสังคมจะเจริญได้ เราต้องควบคุมมนุษย์ไม่ให้กระหายจนเกินขีดจำกัด
ทำไม๊... ทำไม อันที่หนึ่ง เรื่องการควบคุมความกระหายของมนุษย์มันมาตรงกับสิ่งที่นักสิ่งแวดล้อมพูด?
ทำไม๊... ทำไม อันที่สอง นักสิ่งแวดล้อมมาเริ่มเกิดกันช่วงปี '60-70 พอดีกับตอนที่คอมมิวนิสต์กำลังขยายอำนาจ?
ทำไม๊... ทำไม อันที่สาม วิธีการของกรีนพีซคือการทำให้คนรู้สีกผิดเมื่อแตะต้องสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมชาติ" เหมือนกับที่คอมมิวนิสต์ทำให้พวกที่อยู่ในโลกเสรีรู้สีกผิดที่คิดอยากเก่งอยากรวย?
ทำไม๊... ทำไม อันที่สี่ กรีนพีซต้องการให้ประเทศทุนนิยมที่ร่ำรวยต้องเสียเงินมากมายเพื่อรับผิดชอบ global warming? แต่ประเทศยากจนไม่ต้องรับผิดชอบ?
ทำไม๊... ทำไม อันที่ห้า วัน earth day จึงบังเอิ๊ญ บังเอิญ ตรงกับวันฉลองวันเกิดของเลนิน?
ทำไม๊... ทำไม อันที่หก กรีนพีซถึงต้องการให้รัฐเป็นหนี้เพิ่มขึ้น เพื่อสนับสนุน green energy แบบหน้ามืดตามัว โดยไม่สนใจว่าเศรษฐกิจอเมริกาจะล่มไปกว่านี้หรือไม่?
และสุดท้าย ทำไม๊... ทำไม หัวหน้าผู้สนับสนุนกรีนพีซทั้งหลายถีงมีรถใหญ่โตกินน้ำมันมาก มีเครื่องบินส่วนตัวพ่นแก๊ส CO2 ในขณะที่ออกมาขู่ชาวบ้านเรื่อง global warming?
คำตอบในทฤษฎีของหนูคือ เพราะคอมมิวนิสต์ต้องการเห็นการล่มสลายของทุนนิยมเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าสังคมนิยมคือทางออก และหัวหน้าเผด็จการสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ก็เหมือนๆกัน คือกระหายอำนาจ ประชาชนต้องเสียสละ แต่กูผู้นำไม่ต้อง
แล้วโพสต์โมเดิร์นมาเกี่ยวอะไร? หนูว่าเพราะกระแสคอมมิวนิสต์มันถูกจริตโพสต์โมเดิร์นตรงที่เป้าหมายของการรื้อถอน ฉะนั้น สองกระแสจึงเจริญเติบโตในกันและกัน และร่วมทำลายโลกเสรีทุนนิยมด้วยกัน (สำหรับโพสต์โมเดิร์น สุดท้ายแล้ว ถ้าคนไม่เกี่ยวข้องกัน ก็ไม่มีเศรษฐกิจ จะกินอยู่ยังไง ก็ต้องมีรัฐมาคอยอุ้ม ฉะนั้น welfare state คือคำตอบ-ตัวอย่าง ดูที่เกาหลีเหนือ)
สิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่โพสต์และคอมมิวนิสต์ใช้เป็นจุดมุ่งหมายเพื่อล้มล้างระบอบทุนนิยมของโลกเสรี (มาแบบแทรกซึม) อันจะเห็นได้จากความวิปริตผิดมนุษย์ของวิธีการดังเช่น
- นักสิ่งแวดล้อมโพสต์โมเดิร์นรักธรรมชาติมาก พูดง่ายๆว่ารักมากจนคิดว่าการเกิดมาของมนุษย์นั้นเป็นการรบกวนธรรมชาติ ฉะนั้นมนุษย์ควรจะกลับไปใช้ชีวิตให้ใกล้ธรรมชาติและรบกวนน้อยที่สุด คำถามกลับคือ ในเมื่อธรรมชาติสร้างมนุษย์ขึ้นมา ทำไมจึงถือว่ามนุษย์ถึงเป็นส่วนเกินของธรรมชาติ? หรือธรรมชาติตัดสินใจผิดที่สร้างมนุษย์ขึ้นมา? (ใครคิดแบบนี้นี่น่าสงสารมาก)
- ความเขียวถูกยกให้เป็นศาสนาที่แตะต้องไม่ได้ แผนผังปิรามิดห่วงโซ่อาหารถูกวางให้กลับหัว เพื่อให้พืชอยู่สูงสุด ประชากรมนุษย์ยิ่งน้อยลงยิ่งเป็นผลดีต่อธรรมชาติมาก เพราะความเจริญของมนุษย์เป็นตัวบ่อนทำลายสิ่งแวดล้อม นั่นหมายถึงว่าการลบล้างมนุษยชาติเป็นหนทางจะนำธรรมชาติกลับไปสู่ความบริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง
- นักสิ่งแวดล้อมบางคนออกมาร้องให้เก็บภาษี CO2 โดยละทิ้งความจริงที่ว่ามนุษย์และสัตว์หายใจออกเป็น CO2 และ CO2 เป็นประโยชน์กับพืชในการหายใจ
- Global warming เป็นการขู่ให้คนกลัวแบบได้ผลมาก อัล กอร์ สร้างหนัง Inconvenient Truth ออกมาปลุกระดมให้คนสยอง และควักเงินบริจาคโดยไม่ยั้งคิด เพื่อเพิ่มอำนาจให้กับกลุ่มกรีนพีซ
ความจริงเรื่อง global warming นั้นมีข้อมูลวิทยาศาสตร์หลายกระแส บ้างก็ว่าโลกร้อนมานานแล้ว และร้อนแบบค่อยเป็นค่อยไป พืชและสิ่งมีชีวิตมีเวลาปรับตัว บ้างก็ว่าความร้อนความเย็นนี้มันมาเป็นไซเคิล และช่วงนี้เราอยู่ในช่วงเย็น หรือ global cooling ยิ่งกว่านั้นข้อมูลบางด้านบอกว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ได้มี CO2 เป็นตัวนำ แต่กลับกัน อุณหภูมิเพิ่มทำให้ CO2 สูงตาม (แปลว่าเพิ่ม CO2 ไม่จำเป็นว่าอุณหภูมิต้องสูงตาม —ไม่ตรงกับที่อัล กอร์ เสนอ)
แต่จะเป็นแนวไหนก็แล้วแต่ ข้อเคลมที่ว่ามนุษย์ทำลายโลกเพราะผลิต CO2 นั้นเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ และมนุษย์จะพาโลกกลับสู่สภาพดั้งเดิมก็ยิ่งเป็นเรื่องฝันเฟื่อง (แปลว่าต้องทำลายตีกรามบ้านช่องแล้วกลับไปอยู่ถ้ำ) ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คนจะมาบังคับความเป็นไปของดินฟ้าอากาศได้ หากมันอยากจะร้อนจนแตกระเบิด เราก็ทำอะไรไม่ได้
ฉะนั้น การเก็บภาษีคนมากๆ (ทำให้คนยากจนลง) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความร้อนของโลก มันต่างอะไรกับบังคับบริจาคเงินเพื่อบูชายัญเทพเจ้า?
สรุป ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะให้เห็นความสัมพันธ์ของกระแสโลกที่มีในขณะนี้ กระแสโพสต์โมเดิร์น กระแสสังคมนิยม และกระแสกรีน มันมาพร้อมๆกัน เหตุไม่ใช่เพราะความบังเอิญ แต่เป็นความพยายามที่มากด้วยรูปแบบของแนวคิดที่ขาดความสมบูรณ์ของความเข้าใจในเรื่องปัจเจก ลู่ทาง และแรงบันดาลใจของปัจเจก
การใดที่ขาดความสมบูรณ์ เพราะปฏิเสธความจริง สุดท้ายแล้ว การนั้นมันจะกลับมาทำลายตัวมันเอง.
Monday, May 25, 2009
Sunday, August 03, 2008
Saturday, March 08, 2008
ดั่งน้ำทิพย์มาชะโลมใจ
ออกจะเป็นคำกล่าวที่ฟังดูลิเก เหมือนนิยายรักต่างชนชั้นยังไงยังงั้น แต่ลองมามองดูที่ความหมายและที่มาของคำกล่าวกันก่อน คำโบราณที่เราใช้กันเกลื่อนหรือพูดติดปากแบบนี้ บางทีเรามักมองข้ามความหมายเสมอ คำกล่าวที่มีความหมายลึกซึ้งก็เลยกลายเป็นคำลิเกๆที่เอาไว้พูดเปรียบให้ฟังดูสูงๆไปเท่านั้น
คำว่า "น้ำทิพย์" เป็นคำเปรียบสูงขั้นเทพเทวา น้ำทิพย์นั้นมาจากสวรรค์ เป็นน้ำมหัศจรรย์ เป็นสิ่งที่อธิบายด้วยอาการโลกๆไม่ได้ เมื่อมาชะโลมใจเมื่อใด เจ้าตัวจะรู้สึกเหมือนได้รับความพอใจที่สูงที่สุด ได้รับความต้องการลึกๆที่ปรารถนามาตลอด เหมือนเต็มสุข เต็มอิ่ม ไร้กังวล เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้หัวใจแหว่งๆนั้นเต็มขึ้นมา
จะว่าไปความรู้สึกเต็มแบบนี้เราต่างก็โหยหาด้วยกันทุกคน ตั้งแต่แรกเป็นทารกในครรภ์แม่จนเกิดมา จนโตเป็นหนุ่มเป็นสาว หรือจนแก่โรยก็ไม่แตกต่าง ทุกคนต้องการความเต็มอิ่มทางใจ ลึกลงไปก็คือความรู้สึกปลอดภัยแบบดั้งเดิมที่ฝังไว้ในดีเอ็นเอของมนุษย์เรา
ความอิ่มใจแบบนี้บางทีได้จากการกอด เด็กๆกอดตุ๊กตา กอดแม่หรือแม่กอด บางคนกอดหมา กอดแมว คนรักกันกอดกัน สามีภรรยากอดกัน ความที่ได้สัมผัสทางกาย ใจก็รู้สึกปลอดภัย คือรู้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก เป็นภาวะหยั่งรู้ด้านการอยู่รอดอย่างหนึ่ง
คนชอบกัน ปิ๊งกันใหม่ๆ หรือรักแรกพบ อาจจะรู้สีกคล้ายๆมีน้ำทิพย์หลั่งอย่างนี้เหมือนกัน แต่ไม่เชิงว่าใช่นัก คืออาจจะรู้สึกหัวใจมันซ่าๆ ลิงโลด เหมือนได้เจอสิ่งที่ค้นหามานาน คนนี้หละที่เราต้องการ ถูกใจเรา เห็นหน้าเมื่อไร หรือนึกถึงเมื่อไร หัวใจมันรู้สึกซ่าๆ วูบๆ เหมือนความโหยหามันถูกกระตุ้น แต่ความรู้สีกอันนี้ไม่ใช่ความรู้สึกอิ่มเต็ม เป็นความโหยหามายาของโรแมนซ์มากกว่า
โดยธรรมชาติแล้ว หนุ่มสาวเกือบทุกคู่มักจะมีช่วง "โปรโมชั่น" แบบนีี้ คือช่วงที่สมองสร้างภาพที่เกิดแต่ความโรแมนติก เหมือนเด็กเห็นของเล่นแล้วอยากได้ หรือคนชอบซื้ออุปกรณ์ไฮเทค เป็นช่วงเวลาแห่งความยั่วยวน แต่พอซื้อมาแล้วก็ค่อยเห็นว่าของนั้นจริงๆแล้วมันทำงานยังไง เราต้องยอมเสียเวลาทำอะไรบ้างเพื่อจะได้มีชีวิตร่วมกับอุปกรณ์นั้นแล้วสุขสมบูรณ์ดั่งที่เขาโปรโมต
สำหรับคู่แต่งงาน ช่วงโปรโมชั่นเป็นเพียงขั้นตอนของการเลือกคู่ทางธรรมชาติเท่านั้น เมื่อความโรแมนติกสร่างซาไป ความต้องการความรู้สีกปลอดภัยแบบดั้งเดิมก็จะปรากฏชัดเด่นขี้นมา สามีภรรยาอยู่ด้วยกันบางคู่หัวใจแห้งผาก ทะเลาะเบาะแว้งอยู่เนืองนิจแล้วไม่ได้เติมเต็มความต้องการแก่กันและกัน หรือบางคู่เพิกเฉยมีนชา เพราะกลัวการกระทบกระทั่งอันเป็นเหตุให้ต้องเผยความจริงที่แทงใจ และไม่อยากข้องแวะ จนในที่สุดชีวิตแต่งงานชีวิตครอบครัวก็กลายเป็นทะเลทรายที่ไม่มีใครอยู่ได้
คนอยู่ด้วยกันต้องสร้างน้ำทิพย์มาชะโลมหัวใจกันและกันอยู่บ่อยครั้ง การกอดกัน สัมผัส จับมือ การเปิดเผย การฟังและตอบรับด้วยความเข้าใจ เป็นเรื่องขาดไม่ได้ ลองสังเกตใจของเราเอง เวลาคืนดีกับคนที่เรารักหลังจากทะเลาะกันเอาเป็นเอาตาย เวลารู้สีกว่ามีคนเข้าใจ เวลากลับบ้านเก่าที่เรารัก เราเกิดความรู้สีกปลอดภัย วางใจ เช่นเดียวกับทารกที่ร้องไห้อยากให้แม่อุ้ม เมื่อได้สัมผัสอกแม่ก็คลายวางความโศกเศร้าเหงาใจทุกอย่าง เมื่อเกิดความรู้สีกอย่างนี้ลองสังเกตดู จะเห็นว่าวินาทีที่ยากหนักนั้นกลับเป็นง่ายเบาขึ้นมาเหมือนพลิกฝ่ามือ เรายิ้มได้ หัวเราะได้ ทิ้งความบูดบึ้งตึงไปได้โดยง่าย อยากอยู่ด้วยกันใกล้ๆ คุยกัน ทำอะไรต่อมิอะไรด้วยกัน แทนที่จะไปขวนขวายหาอย่างอื่นทำเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่ด้วยกันแบบใจไม่เต็ม
น้ำทิพย์นั้นไม่ใช่เรื่องสัมผัสไม่ได้หรือสูงเกินมนุษย์มนา แต่เป็นเรื่องที่เราต้องการอยู่ทุกวี่ทุกวัน ความถูกถึงใจปรารถนานี้ไม่ใช่แค่เหตุและแรงบันดาลใจที่ทำให้เราต้องการมีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่เป็นแรงผลักสนับสนุนที่ทำให้เราเคลื่อนไปในชีวิตอย่างรู้สีกมั่นคงปลอดภัย ที่สำคัญเป็นสิ่งที่เราสามารถสร้างขึ้น ถามถึง และมอบให้แก่กันและกันได้
สร้างน้ำทิพย์มาชะโลมใจแก่กันก็เหมือนการสร้างสวรรค์บนดินธรรมดาๆนี่เอง
-----------------------
คำว่า "น้ำทิพย์" เป็นคำเปรียบสูงขั้นเทพเทวา น้ำทิพย์นั้นมาจากสวรรค์ เป็นน้ำมหัศจรรย์ เป็นสิ่งที่อธิบายด้วยอาการโลกๆไม่ได้ เมื่อมาชะโลมใจเมื่อใด เจ้าตัวจะรู้สึกเหมือนได้รับความพอใจที่สูงที่สุด ได้รับความต้องการลึกๆที่ปรารถนามาตลอด เหมือนเต็มสุข เต็มอิ่ม ไร้กังวล เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้หัวใจแหว่งๆนั้นเต็มขึ้นมา
จะว่าไปความรู้สึกเต็มแบบนี้เราต่างก็โหยหาด้วยกันทุกคน ตั้งแต่แรกเป็นทารกในครรภ์แม่จนเกิดมา จนโตเป็นหนุ่มเป็นสาว หรือจนแก่โรยก็ไม่แตกต่าง ทุกคนต้องการความเต็มอิ่มทางใจ ลึกลงไปก็คือความรู้สึกปลอดภัยแบบดั้งเดิมที่ฝังไว้ในดีเอ็นเอของมนุษย์เรา
ความอิ่มใจแบบนี้บางทีได้จากการกอด เด็กๆกอดตุ๊กตา กอดแม่หรือแม่กอด บางคนกอดหมา กอดแมว คนรักกันกอดกัน สามีภรรยากอดกัน ความที่ได้สัมผัสทางกาย ใจก็รู้สึกปลอดภัย คือรู้ว่าไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก เป็นภาวะหยั่งรู้ด้านการอยู่รอดอย่างหนึ่ง
คนชอบกัน ปิ๊งกันใหม่ๆ หรือรักแรกพบ อาจจะรู้สีกคล้ายๆมีน้ำทิพย์หลั่งอย่างนี้เหมือนกัน แต่ไม่เชิงว่าใช่นัก คืออาจจะรู้สึกหัวใจมันซ่าๆ ลิงโลด เหมือนได้เจอสิ่งที่ค้นหามานาน คนนี้หละที่เราต้องการ ถูกใจเรา เห็นหน้าเมื่อไร หรือนึกถึงเมื่อไร หัวใจมันรู้สึกซ่าๆ วูบๆ เหมือนความโหยหามันถูกกระตุ้น แต่ความรู้สีกอันนี้ไม่ใช่ความรู้สึกอิ่มเต็ม เป็นความโหยหามายาของโรแมนซ์มากกว่า
โดยธรรมชาติแล้ว หนุ่มสาวเกือบทุกคู่มักจะมีช่วง "โปรโมชั่น" แบบนีี้ คือช่วงที่สมองสร้างภาพที่เกิดแต่ความโรแมนติก เหมือนเด็กเห็นของเล่นแล้วอยากได้ หรือคนชอบซื้ออุปกรณ์ไฮเทค เป็นช่วงเวลาแห่งความยั่วยวน แต่พอซื้อมาแล้วก็ค่อยเห็นว่าของนั้นจริงๆแล้วมันทำงานยังไง เราต้องยอมเสียเวลาทำอะไรบ้างเพื่อจะได้มีชีวิตร่วมกับอุปกรณ์นั้นแล้วสุขสมบูรณ์ดั่งที่เขาโปรโมต
สำหรับคู่แต่งงาน ช่วงโปรโมชั่นเป็นเพียงขั้นตอนของการเลือกคู่ทางธรรมชาติเท่านั้น เมื่อความโรแมนติกสร่างซาไป ความต้องการความรู้สีกปลอดภัยแบบดั้งเดิมก็จะปรากฏชัดเด่นขี้นมา สามีภรรยาอยู่ด้วยกันบางคู่หัวใจแห้งผาก ทะเลาะเบาะแว้งอยู่เนืองนิจแล้วไม่ได้เติมเต็มความต้องการแก่กันและกัน หรือบางคู่เพิกเฉยมีนชา เพราะกลัวการกระทบกระทั่งอันเป็นเหตุให้ต้องเผยความจริงที่แทงใจ และไม่อยากข้องแวะ จนในที่สุดชีวิตแต่งงานชีวิตครอบครัวก็กลายเป็นทะเลทรายที่ไม่มีใครอยู่ได้
คนอยู่ด้วยกันต้องสร้างน้ำทิพย์มาชะโลมหัวใจกันและกันอยู่บ่อยครั้ง การกอดกัน สัมผัส จับมือ การเปิดเผย การฟังและตอบรับด้วยความเข้าใจ เป็นเรื่องขาดไม่ได้ ลองสังเกตใจของเราเอง เวลาคืนดีกับคนที่เรารักหลังจากทะเลาะกันเอาเป็นเอาตาย เวลารู้สีกว่ามีคนเข้าใจ เวลากลับบ้านเก่าที่เรารัก เราเกิดความรู้สีกปลอดภัย วางใจ เช่นเดียวกับทารกที่ร้องไห้อยากให้แม่อุ้ม เมื่อได้สัมผัสอกแม่ก็คลายวางความโศกเศร้าเหงาใจทุกอย่าง เมื่อเกิดความรู้สีกอย่างนี้ลองสังเกตดู จะเห็นว่าวินาทีที่ยากหนักนั้นกลับเป็นง่ายเบาขึ้นมาเหมือนพลิกฝ่ามือ เรายิ้มได้ หัวเราะได้ ทิ้งความบูดบึ้งตึงไปได้โดยง่าย อยากอยู่ด้วยกันใกล้ๆ คุยกัน ทำอะไรต่อมิอะไรด้วยกัน แทนที่จะไปขวนขวายหาอย่างอื่นทำเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่ด้วยกันแบบใจไม่เต็ม
น้ำทิพย์นั้นไม่ใช่เรื่องสัมผัสไม่ได้หรือสูงเกินมนุษย์มนา แต่เป็นเรื่องที่เราต้องการอยู่ทุกวี่ทุกวัน ความถูกถึงใจปรารถนานี้ไม่ใช่แค่เหตุและแรงบันดาลใจที่ทำให้เราต้องการมีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่เป็นแรงผลักสนับสนุนที่ทำให้เราเคลื่อนไปในชีวิตอย่างรู้สีกมั่นคงปลอดภัย ที่สำคัญเป็นสิ่งที่เราสามารถสร้างขึ้น ถามถึง และมอบให้แก่กันและกันได้
สร้างน้ำทิพย์มาชะโลมใจแก่กันก็เหมือนการสร้างสวรรค์บนดินธรรมดาๆนี่เอง
-----------------------
Wednesday, August 08, 2007
Miracle is All Around
จดบันทึกเมื่อวันพุธ
อาทิตย์นี้มานิวยอร์ค มาเวิร์คชอปกับ design legend--Milton Glaser
http://miltonglaser.com/pages/milton/mg_index.html
คลาสนี้เรียกว่า Master Class เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ จันทร์ถึงศุกร์ เช้าจรดเย็น เป็นเวิร์คชอปที่ไซโคมาก คุณปู่มิลตันแกจับให้ทุกคนทำอะไรที่ไม่เคยทำไม่คุ้นเคย ไม่เคยคิดอยากทำทำอะไรที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เวลาเล็คเช่อร์คุณปู่แกเปิดโอกาสให้ทุกคนถกเถียง ถามคำถามชวนคิด
ท้าทายวิธีคิดของคนเป็นอย่างมาก เช่น ดีไซน์คืออะไร? เป้าหมายสูงสุดของศิลปะคืออะไร?
ชั่วโมงแรก มิลตันให้เราผลัดกันเล่าเรื่องประสพการณ์แรกในชีวิต ครั้งแรกที่เราประสบคำพูดจากใครสักคน หรือเหตุการณ์ที่ทำให้เราหันมาสนใจศิลปะ แรงบันดาลหรือแรงกระตุ้นอันแรกที่บอกเราว่าเราต้องการทำงานศิลปะ
มิลตันเล่าประสพการณ์ของตัวตอนห้าขวบ รูปนกดรออิ้งรูปแรกที่มีคนเขียนให้ดู มิลตันบอกว่ามีแรงมากระทบใจทันทีบอกว่าชึวิตนี้ต้องการวาดรูป มิลตันบอกให้ทุกคนออกมาเล่าประสพการณ์ทำนองนี้หน้าห้องแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ
แล้วทุกคนในห้องก็ออกมาพูดประสพการณ์ของตน มิลตันบอกว่าประสพการณ์นี้ให้จำให้ดี พลังงานที่บอกให้เรามุ่งไปในทิศทางที่เราอยากเป็นแบบนี้อย่าให้มันจางหาย เพราะมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับชีวิต
ดีไซน์คืออะไร? มิลตันถาม
ไม่มีใครตอบได้ตรงครอบคลุมเลยสักคน ทุกคนเป็นดีไซน์เนอร์ แต่กลับไม่รู้ว่าดีไซน์คืออะไร น่าสมเพชมาก
ทุกคนจนมุม มิลตันก็ให้คำขยายความของดีไซน์ Design is a way to change a circumstance to another that creates a
desired effect.
นักเรียนมียี่สิบเจ็ดคนในเวอร์คชอปนี้ มาจากต่างที่ต่างถิ่น บ้างก็มาจากบราซิล แคนาดา โรเมเนีย ฟิลิปินส์ คนที่อยู่ต่างรัฐ
หลากหลายมาก แต่ละคนมีประสพการณ์ต่างกัน บ้างเพิ่งจบ บ้างเป็นเจ้าของบริษัท หลายคนทำงานมา 5-6 ปี บางคน 10-15 ปึ หลายหลาก
ทุกวันตอนเย็นมีดีไซน์เนอร์รับเชิญ แต่ละคนล้วนเป็นคนเก่งท๊อปออฟเดอะท๊อป ร๊อคสตาร์ มาโชว์งานปลุกเร้าอารมณ์ ที่ผ่านมาสามวันมี Louise Fili เจ๊แกเก่ง typography มาก, Jim MacMullan illustrator ทำโปสเตอร์ละครและหนังสือเด็ก passionate มากๆ, Stephan Sagmeister--Mr.
Heavenly Hot
ทุกวันแต่ละคืนมีการบ้าน วันรุ่งขึ้นมาพรีเซนต์ ทุกวันมีปัจจัยให้คิดและสะท้อนความอ่อนแอในวิธีการทำงานของแต่ละคน
การบ้านก่อนวันมานิวยอร์ค มิลต้นจดหมายไปถึงทุกคนล่วงหน้าสองเดิอนก่อนคลาสว่าให้ทำดีไซน์ลงบนบอร์ด อธิบายประสพการณ์ต่างๆในชีวิตที่มีอิทธิพลในวิธีการทำงาน พอมาถึงคลาสมิลตันก็หัดให้มองอิทธิพลเหล่านั้นว่าสร้่างความต่อเนื่องเชื่อมโยงอย่างไร เรามองเห็นอะไรจากรายละเอียดในช่วงชีิวิตต่างๆของชีวิตเราในอดีต
วันจันทร์ให้ไปซื้อ package ตามร้าน แล้วเอามาดีไซน์ใหม่
วันรุ่งขึ้นเอามาพรีเซนต์ รับคำวิจารณ์ และรับความรู้ความเข้าใจเรื่อง
professionalism อะไรที่เรายังเข้าใจไม่ถูกก็เข้าใจเสียให้ถูก
วันอังคารให้จับกลุ่มทำ magazine 24 หน้า ตั้งชื่อกันเอง ตั้ง theme
concept กันเอง โดยให้คิด theme ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
ให้เสร็จภายในคืนเดียว เริ่มทำกันตั้งแต่คลาสเลิกทุ่มนึง
ไปเสร็จเอาหกโมงเช้า งานนี้เหนื่อยแทบสิ้นใจ ไม่มีใครได้นอนเลย
เป็นงานที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ทำเสร็จกันหมดทุกกลุ่ม
บางกลุ่มเข้ากันดี บางกลุ่มทะเลาะกัน อีโก้จัด
บางกลุ่มงานออกมาดีมากแต่คนไม่แฮปปี้เลย
บางกลุ่มงานออกมาโอเคปานกลางแต่คนสนุกกันมาก
กลุ่มฉันงานออกมาไม่ดีและทุกคนไม่แฮปปี้เลย เหล่านี้
มิลตันก็ให้ทุกคนเปิดโอกาสพูด แชร์ความรู้สึกกันในห้องตอนพรีเซนต์
มิลตันบอกว่างานกลุ่มนี้เป็นแบบฝึกหัดเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
เป็นการเปิดเผยตัวตนของแต่ละคน
เวลาที่สมองและร่างกายเหนื่อยสุดใจขาดดิ้นอย่างนี้
นิสัยใจคอที่แท้จริงจะออกมา ถ้าอีโก้จัดจะทำงานกลุ่มไม่ได้
และถ้าทำงานกลุ่มไม่ได้ จะเป็นดีไซน์เนอร์ที่ดีไม่ได้
เพราะดีไซน์ไม่ใช่งานเสริมอีโก้
งานดีไซน์ทุกอย่างต้องทำร่วมกับคนอื่นเสมอ
มิลตันถามทุกคนว่าโปรเจคนี้ดูเหมือนเป็นโปรเจคอิมพอสสิเบิ้ล
แต่ทำไมถึงทำเสร็จกันได้ ภายในคืนเดียว 24 หน้า ทั้งคิดทั้งเขียนทั้ง
produce คำตอบมีหลายคำตอบ เพราะมีเดทไลน์
เพราะกลัวถ้าไม่เสร็จจะถูกเย้ยหยาม เพราะอยากทำ เพระมีแรงผลักดัน
ต่างๆนาๆ แต่คำตอบสุดท้ายที่มิลตันพูดด้วยเสียงหนักแน่นคือ เพราะทุกคนมี
"ความเชื่อ" ว่าเราต้องทำได้ มันก็เลยทำได้
เพราะถ้าใจเชื่อแล้วร่างกายก็จะเคลื่อนไหวไปตามความเชื่อนั้น
การงานก็จะลุล่วงไปได้แม้ว่าจะยากแค่ไหนก็ตาม
วันพุธ (วันนี้) ให้ทำ illustration ให้เขียน portrait ของคนในห้อง
โดยอ่านจากอาหารที่คนๆนั้นกิน
มิลตันให้ทุกคนจดบันทึกว่ากินอะไรเวลาไหนเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์
แล้วมาแลกเปลี่ยนกัน แต่ให้แลกจับฉลากโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร
กลับมาที่ห้องก็เอามาอ่านและคิด รอจนกระทั่งภาพของคนๆนั้นชัดเจนในหัว
ไม่จำเป็นต้องเดาว่าเป็นใครคนไหน
แต่ให้เขียนจากความรู้สึกที่อ่านไดอารี่อาหารที่คนๆนั้นกิน
ให้เขียนสองภาพ (ภาพนึงให้ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง)
ภาพนึงให้เขียนจากอุปการณ์ที่ถนัด
อีกภาพให้เขียนจากอุปกรณ์ที่ไม่ถนัดและคิดว่าไม่ชอบ
จากนั้่นก็ให้เขียนความเรียงอธิบายบุคลืกคนๆนั้น
จะเป็นอย่างไรตอนพรีเซนต์ มิลตันจะสอนอะไร พรุ่งนี้เดี๋ยวจะได้รู้
----------------------------------------------
วันพฤหัส
วันนี้เป็นวันที่หลอนมาก หลอนจริงๆ
ตอนเช้าทุกคนแบบฝีกหัดเมื่อวานมาติดบอร์ด (คือเขียน portrait 2 รูป
ของคนในห้องจากไดอารี่อาหาร อันนึงจากเทคนิคที่ถนัด อีกอันไม่ถนัด
และเขียนอธิบายบุคลิกความเป็นอยู่ของคนนั้นๆ)
ทุกคนได้โอกาสอธิบายงานของตนว่ารูปไหนเป็นงานถนัด รูปไหนเป็นงานไม่ถนัด
มิลตันดู แล้วก็สะท้อนกลับสั้นๆในเรื่อง energy
ของรูปว่าชิ้นไหนมีพลังกว่าชิ้นไหน
บางคนชิ้นที่ตัวเองว่าไม่ถนัดมองจากในคลาสแล้วกลับกลายดูมีพลังกว่า
แต่ก็มีบางคนทีึ่ผลลัพธ์ของงานที่ถนัดออกมาดีกว่า
บางคนสองชิิ้นออกมาพอๆกันดูไม่ออก ทั้งด้วยเพราะถนัดพอๆกันหมด
หรือไม่ก็ไม่ถนัดอะไรเลย แต่ส่วนมากแล้วเกือบทุกคนผลลัพธ์ออกมาเซอร์ไพรส์
ชิ้นที่เจ้าตัวคิดว่าอ่อนกลับสะท้อนความแข็งแกร่งบางอย่างที่เจ้าตัวไม่เห็นมาก่อน
อันนี้เป็นบทเรียนอันหนึ่งเรื่อง comfort zone เวลาเราอยู่ในที่ๆคุ้นเคย
มักจะทำแบบด่้วยความเคยชิน โดยที่ไม่ได้สังเกตความรู้สึกมากนัก
แต่เมื่อเวลาตัวเองอยู่ในที่ๆไม่คุ้นเคย มักจะทำอะไรด้วยธรรมชาติอีกแบบ
และด้วยไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ก็จะออกมาแบบเซอร์ไพรส์
และด้วยความที่ไม่รู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิด
ความบริสุทธิ์ของพลังที่ใส่ไปในงานจะเผยตัวออกมา
บทเรียนนี้มิลตันว่าไม่ใช่จะบอกให้ทุกคนหันมาเป็น illustrator
แต่สอนให้ทุกคนเข้าใจธรรมชาติของตน
เข้าใจธรรมชาติของมือและสมองที่ควบคุมไม่ได้ของเจ้าตัวเอง
ต่อมาให้ทุกคนออกมาอ่านคำอธิบายบุคลิกของเจ้าของไดอารี่อาหาร
งานนี้เองที่สร้างความหลอนอย่างไม่น่าเชื่อ...
หลายคนพบว่ามีดีเทลหลายอย่างที่คนอื่นจินตนาการเกี่ยวกับตัวเองนั้นตรงราวกับคนเขียนรู้จักกันหรือเคยไปบ้านมาก่อน
หลายคนเขียนอธิบายลักษณะครัว ห้องนอน
ความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวอย่างละเอียด
เมื่ออธิบายให้เจ้าของไดอารี่อาหารฟังแล้ว แทบตกเก้าอี้
เพราะบางดีเทลนั้นไม่ได้มาจากความคิดเลย
มาจากอะไรบางอย่างที่เราทุกคนเหนือการควบคุม
ดีไซน์เนอร์คนนึงอ่านที่ตัวเองเขียนอย่างละเอียดเรื่องลักษณะห้องครัวและการจัดบ้าน
ต่อไปด้วยว่าคนๆนี้ไม่ถูกกับพ่อ และพ่อตายเมื่อปีที่แล้ว สนิทกับย่ามาก
มีกล่องซิการ์สีดำที่ใช้เก็บรูปเก่า และอธิบายต่ออย่างยาวละเอียด
เจ้าของไดอารี่บอกว่าทุกอย่างตรงหมด ทั้งลักษณะบ้าน
และความสัมพันธ์กับพ่อของตัว และสนิทกับย่า
รวมทั้งกล่องซิการ์สีดำเก็บรูปเก่า ทุกคนในห้องฟังอ้าปากหวอ ขนลุก
และอีกหลายๆคนที่มีความ "บังเอิญ"
เกิดขึ้นในข้อเขียนของตนกับเจ้าของไดอารี่ที่ทำเอาขนหัวลุก
เช่นบางคนเห็นสร้อยไข่มุกที่ห้อยหลังรถ หรือลักษณะโต๊ะในห้องครัว
เลี้ยงแมว บางคนบอกว่าคนๆนี้ร้องไห้เก่ง
ดีเทลในชีวิตที่ตรงอย่างกับเห็นด้วยตาแบบนี้เกิดจากอะไร?
บางคนข้อเขียนไม่ได้สร้างความประหลาดใจมากนักและรูปที่เขียนกลับมีลักษณะเหมือนเจ้่าตัวอย่างไม่น่าเชื่อ
ข้อเขียนของเราไม่ได้สร้างความประหลาดล้ำลึกมากนัก แต่ก็ตรงประมาณ 70%
ส่วนรูปภาพนั้นคาดผิดไป คิดว่าเป็นผู้หญิงแต่กลับเป็นผู้ชาย
แต่มีดีเทลในรูปหลายจุดที่ชี้แล้วก็แทบตกเก้าอี้เหมือนกัน
เช่นลักษณะจมูกที่โด่งและงุ้มมาก หัวขนคิ้วที่ชนกัน ตายาวๆเห็นครี่งเดียว
เสื้อผ้าสีเข้ม (เจ้าตัวก็บอกว่ามีแต่เสื้อผ้าสีเข้ม)
เอ่อ...ทั้งหมดนี้จากเพียงการอ่านจากอาหารที่กินของกันเท่านั้นเอง...หลอนไหม?
งานแบบฝึกหัดนี้เป็นการทดลองของมิลตัน จากการอ่านทฤษฎีนักจิตวิทยาคนหนึ่ง
(ไม่ได้จดชื่อมา) แล้วมิลตันเอามาดัดแปลงใช้กับนักเรียนศิลปะ
ทดลองมายี่สิบห้าปีแล้ว ผลลัพธ์ออกมามี "ความบังเอิญ"
ที่มหัศจรรย์เกิดขึ้นทุกปี
งานนี้พิิสูจน์อะไรบางอย่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของมนุษย์
มองในแง่จิตวิญญาณ ทุกอย่างในโลกนั้นมีความเชื่อมเนื่องด้วยกัน
มีพลังงานศูนย์กลางใหญ่ที่เป็นจุดกำเนิดของชีวิต
จักรวาลและความรู้สึกต่างๆ เมื่อร่างกายเปิดรับ
(ในกรณีนี้ทุกคนเหนื่อยจากการอดนอนอย่างสุุดจะต้านทาน)
จะเกิดความสัมพันธ์อะไรบางอย่างกับจุดกำเนิด ที่นอกเหนือการควบคุม
อิฉันเห็นว่าเป็นทฤษฎีเดียวกับการฝึกเจริญสติอย่างพุทธศาสนา
ที่ให้มองกายมองจิต เมื่อความว่างสัมผัสกับจิต
เมื่อนั้นความสัมพันธ์ที่สร้างให้จิตใจอ่อนโยนและเปิดรับก็จะเกิด
สองสามวันแรก แต่ละคนในห้องยังเป็นคนแปลกหน้าอยู่
พอทำงานกลุ่มก็สนิทกันมากขึ้น
แต่เมื่อได้สัมผัสลิ้่มรสชีวิตคนอื่นและได้เห็นความมหัศจรรย์ของการสัมผัสกันจากใจแล้ว
ทุกคนเปิดรับสุดๆ เห็นได้เลยจากวอลลุ่มเสียงที่คุยกันที่โต๊ะอาหาร
ดังกว่าเมื่อสามวันแรกมากนัก
เย็นนี้มิลตันถามคำถามซ้ำอีก คำถามเดิมที่ถามไปแล้วเมื่อวันแรก what is
the purpose of art? ทุกคนก็ตะล่อมๆตอบกันอีก คลุมเคลือ ไม่ตรง
แต่มิลตันก็ให้คำจำกัดความให้ว่า the purpose of art is to inform and
delight.
มิลตันถามต่ออีก what is love?
อะแฮ่ม... งานนี้ไม่อยากจะคุย เรายกมือตอบอย่างมั่นใจ บอกช้าๆว่า Love is
a state when you open your heart to receive something bigger than
yourself. มิลตันมองอย่างเซอร์ไพรส์ บอกว่าไม่เลวนี่ พูดอีกทีซิ
เราก็พูดอีกเหมือนเดิม ทุกคนเงียบเลย
มิลตันให้คำจำกัดความของ love ตามที่ตัวเองคิดว่าใช่
ฟังแล้วไม่ต่างจากของเราเลย แต่ไม่อยากจะพูดเลยว่าของเราตรงเป้ากว่า
หลังคลาสหลายคนเข้ามาบอกว่าเป็นคำจำกัดความที่ดีมากไปจำมาจากไหน
เราไม่ได้จำมาจากไหน อันนี้มันผ่านประสพการณ์ของตัวเองค่ะ
คืออาทิตย์หลังจากงานแต่งงานที่บ้านได้มีเวลาสะท้อนจิตใจของตัวเอง
จากที่เพื่อนๆมาช่วย จากความยากลำบากที่ผ่านมากับลี
จากประสพการณ์ที่ไปวัดไปฝึกวิปัสนา จากประสพการณ์เวลาวาดรูป
จากได้เขียนการ์ดขอบคุณเพื่อนๆที่มาช่วยงาน
ก็มีโอกาสคิดและหาคำตอบเรื่องความรู้สึกอันนี้ว่ามันมาจากไหน
แบบฝีกหัดคืนนี้คือให้มานั่งคิดและเขียนอธิบายวันที่เพอร์เฟคที่สุดของตนในอีกห้าปีข้างหน้า
จะเป็นอย่างไร ทำอะไร อยู่ที่ไหน มีใครอยู่ในชีวิตบ้าง
อธิบายมาให้ละเอียดตั้งแต่ตื่นเช้าจรดเข้านอน
deep มากค่ะ ขอตัวไปทำแบบฝึกหัดก่อน พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ตื่นเต้น
หัวใจมันโหวงๆยังไงไม่รู้
ปล. speaker วันนี้คือช่างภาพ Duane Michals (อ่าน ดะเวน ไมเคิลส์)
เราเคยปลื้มมาก่อน เป็นคนตลกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ พูดฉอดนกแก้วนกขุนทองไม่หยุด
เหมือนเล่น comedy ตา Duane Michals เป็นเกย์แก่ อายุ 75 ปี พอๆกับมิลตัน
(แต่มิลตันไม่ใช่เกย์) เป็นเพื่อนเก่ามากัดกันให้ทุกคนดู ขำมากๆ
----------------------------------------------
วันศุกร์
เช้าวันสุดท้าย หลายคนบอกว่าเป็นการบ้านที่ยากมาก
ยากที่สุดและเกิดผลกระทบทางใจอย่างลึกซึ้งที่สุด
เรายอมรับว่าจิตใจส่วนลึกมีความต้องการอยากทำอะไรบางอย่างที่ลอจิกมันไม่ยอมรับ
แต่ยิ่งมองยิ่ิงมอง มันกลับไม่จางหายไป กลับชัดขึ้นชัดขึ้น
จนแทบทำให้เราอยากร้องไห้ เพราะดูเหมือนมันเป็นไปไม่ได้
และเพราะกลัวจะต้องยอมรับว่าเราต้องการมันจริงๆ
ความรู้่สึกแบบนี้อธิบายให้มิลตันฟัง
มิลตันบอกว่ามันเหมือนกับความรู้่สึกเวลารักใครบางคนแต่ไม่ยอมบอกว่าเรารัก
หรือไม่ยอมรับว่าเรารักเพราะกลัวจะผิดหวัง
ยูแชร์ความรู้สึกกลัวตัวเดียวกันกับที่หลายคนในห้องนี้รู้สึก
มิลตันให้ทุกคนออกมาผลัดอ่านการบ้านหน้าห้อง แทบทุกคนเล่าอย่างละเอียด
และหลายคนตัวสั่นๆ ไม่อยากมองหน้าใคร เพราะมองแล้วเดี๋ยวจะร้องไห้ออกมา
(เราด้วยเป็นคนหนึ่ง อ่านไปเสียงสั่นไป ต้องสะอึกก่อนอ่านต่อ
รู้สึกเหมือนตอนสาบานตนเมื่อวันแต่งงาน) บางคนเพิ่งเรียนจบ
ทำงานมาไม่กี่ปี ภาพที่เล่ายังไม่ค่อยชัด
แต่มีหลายคนที่บรรยายออกมาแล้วรู้สึกเหมือนจริงได้
มิลตันบอกว่าที่เล่ามานี่ยิ่งรู้สึกเหมือนจริงเท่าไรความความเป็นไปได้ที่สิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขีึ้นยิ่งเป็นไปได้มาก
มิลตันบอกว่าทุกปี ซัมเมอร์
มักจะได้รับโทรศัพท์หรือจดหมายจากนักเรียนห้าปีที่แล้วติดต่อมาเสมอ
เล่าความว่าห้าปีผ่านไป ส่ิงที่เขียนไว้เกิดสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ...
ช่วงนี้ระหว่างที่มิลตันพูด ร่างกายรู้่สึกมันสะท้าน
เหมือนกับมีไฟฟ้าผ่านเข้ามา มันซ่าๆตามขาตามแขน เลยต้องนั่งให้ตัวตรง
มือแผ่สมาธิให้พลังมันผ่านและแผ่ไปช้าๆ
เพราะสังเกตเห็นว่าร่างกายเกร็งมาก
เห็นยายดีไซน์เนอร์จากบราซิลที่ชอบร้องไห้ สะอึกสะอื้นใหญ่
มิลตันอธิบายว่า นี่คือการเปิดเผยเสียงกระซิบจากข้างใน หรือที่เรียกว่า
personal needs หรือ personal fulfillment
ซึ่งต่างจากการยึดติดกับภาพของการต้องการเป็น professional
พูดง่ายๆคือการเป็น professional
ก็คือการเป็นสิ่งที่คนอื่นต้องการให้เรารู้จักทำอะไรที่สร้างผลลัพธ์ที่แม่นยำ
ทำเก่ง ทำเร็ว ทำถูกต้อง ทำขายได้กำไรมาก ตรงเป๊ะกับความต้องการของผู้ว่าจ้าง
แต่การเป็น professional นั้นมันไม่เพียงพอสำหรับคนที่ต้องการมึชีวิตที่รุ่มรวย
เสียงกระซิบข้างในนั้นต่างหากที่เป็นสิ่งที่เติมเต็มชีวิต
และมีความสำคัญกว่าการยึดติดกับการเป็น professional มากมายนัก
และอย่างไรก็ตามในชีวิตจริง ไม่จำเป็นว่า personal goal และ professional
goal จะต้องเป็นภาพเดียวกัน สองอย่างนี้แยกจากกันได้
ห้าโมง วันนี้ไม่มีแขกรับเชิญ สไลด์โชว์วันนี้เป็นงานของมิลตันเอง
เป็นงานรวมเล่มชิ้นใหม่ ที่รวมงานดรออิ้งจากสมัยต่างๆ
เป็นงานชิ้นที่ชอบสุดใจของมิลตัน สไลด์โชว์ผ่านไปอย่างช้าๆ
มิลตันไม่ได้อธิบายอะไรเลยระหว่างฉาย
บอกแต่ว่าควรจะใช้ตาและความรู้่สึกของเราซึมซับเอาเอง
ความงามมันจะผ่านไปถึึงใจได้ง่ายกว่า
(แทนที่จะมีซับไตเติ้ลบอกให้คิดว่าเรากำลังดูอะไรอยู่และมันงามอย่างไร)
สไลด์หน้าต่อหน้าผ่านไป งานดรออิ้งใจเย็นๆจากทริปต่างๆ งานสเก็ตช์ต่างๆ
จากสมุดบันทึกบ้่าง จากงานโปรเจ็คบ้่าง งานศึกษาจากมาสเตอร์พีซบ้าง
แต่ละชิ้นละเมียดละไม ถูกจัดวางอย่างไพเราะเพราะพริ้ง
ชวนให้นึกถึงดนตรีออเครสตร้า
(ระหว่างสไลด์โชว์นี้ย้ยเด็กบราซืลร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร
เราเองก็เซนซิถีฟใช่เล่น น้ำตามันเอ่อออกมา ต้องซับ)
ฉายสไลด์จบ มิลตันอธิบายถึงจุดประสงค์ของเวิร์คชอปนี้
ว่ามีโครงสร้างง่ายๆคือ การย่อประสพการณ์ของชีวิตเราโดยมองจาก past,
present, and future
past
คือแบบฝึกหัดวันแรกที่มา
มิลต้นจดหมายไปถึงทุกคนล่วงหน้าสองเดิอนก่อนคลาสว่าให้ทำดีไซน์ลงบนบอร์ด
อธิบายประสพการณ์ต่างๆในชีวิตที่มีอิทธิพลในวิธีการทำงาน
พอมาถึงคลาสมิลตันก็หัดให้มองอิทธิพลเหล่านั้นว่าสร้่างความต่อเนื่องเชื่อมโยงอย่างไร
เรามองเห็นอะไรจากรายละเอียดในช่วงชีิวิตต่างๆของชีวิตเราในอดีต
อีกอันคือแบบฝึกหัด packaging อันนี้ถือเป็นแบบฝึกหัดเรื่อง
professionalism เป็นการเช็คว่าเราเข้าใจในสิ่งที่เราทำแค่ไหน
เข้าใจสิ่งที่ลูกค้าต้องการแค่ไหน
เราควรจะสื่อสารอย่างไรที่ทำให้คนเข้าใจ และเปลี่ยนพถติกรรมให้คนมาสนใจ
มาซื้อ สิ่งที่เราพยายามจะสื่อสารนั้นเรามีความรู่้ความเข้าใจมันมากแค่ไหน
present
แบบฝึกหัดทำ magazine ข้ามคืน เป็นเรื่องการสัมพันธ์ของตัวเรากับคนอื่นๆ
เรามีวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้่งกับคนอื่นอย่างไร
เรามองเห็นตัวตนของเราอย่างไร
อีกอันคือแบบฝึกหัดที่ให้เขียนภาพคนที่เราอ่านไดอารี่อาหาร
อันนี้เป็นเรื่องการเปิดรับตัวตน เปิดรับพลังงาน
เปิดรับสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ในชัวขณะ
เป็นการเปิดยอมรับสิ่งอื่นที่เราไม่รู้มาก่อน ซื่งไม่ใช่ตัวเรา
หรืออาจยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา และการรู้นี้ไม่ใช่เป็นการรู้ด้วยการคิด
แต่เป็นการรู้ด้วยการเปิดทั้งตัวและใจ
future
คือที่ให้นึกถึงภาพห้าปี perfect day
เป็นการหัดให้เรายอมรับเสียงที่กระซิบอยู่ภายใน และเปิดเผยมันออกมาดังๆ
ตั้งใจมั่นด้วยการวาดภาพในใจให้ชัดเจน
เมื่อสมองถูกทำให้เชื่อด้วยภาพที่เราสร้างจากส่วนลึกในใจแล้ว
ร่างกายก็จะเคลื่อนไหวไปตามความเชื่อนั้น และเมื่อร่างกายเคลื่อนไหว
มือเราก็จะเริ่มจับต้องสิ่งต่างๆ สร้างสิ่งต่างๆ
เมื่อนั้นสิ่งต่างๆก็จะเกิด
ทั้งหมดนี้ มิลตันเน้นเรื่องการก้าวเข้าไปสู่ดินแดนที่เราไม่รู้
ดินแดนที่มืด ไม่คุ้นเคย ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิด เมื่อเราพิจารณาให้ดี
เปลี่ยนจากการคิดไปสู่การไหลไปกับธรรมชาติของตัวเรา
เมื่อคุ้นเคยกับตรงนี้แล้วชีวิตก็จะไหลไปในทิศทางที่ยิ่งใหญ่ขึ้น
สิ่งที่เราทำจะสร้างความประหลาดใจให้กับเราทุกเมื่อ
ที่เขียนมานี้เป็นบทสรุปที่เข้าใจและกลั่นกรองมา
พยายามทำให้สิ่งเกิดขึ้นตลอดทั้งอาทิตย์และสิ่งที่มิลตันพูดนั้นเข้าใจง่ายที่สุด
เวิร์คชอปนี้เป็นเวิร์คชอปที่ดีไซน์เพื่อช่วยให้คนค้นพบสิ่งที่ตัวเองต้องการมาตลอดแต่ไม่มีพลังจะทำให้มันเป็นจริง
แขกรับเชิญต่างๆเป็นตัวกระตุ้นให้เห็นว่าสิ่งที่ต้องการนั้นคนอื่นทำได้
และคนอื่นนั้นคือคนตัวเป็นๆ หายใจได้ จับต้องได้
และที่สำคัญแต่ละคนมีบุคลิกที่แตกต่างกันไป
สิ่งที่เหมือนกันของแขกรับเชิญทั้งหมดก็คือ
ผ่านการบ่มเพาะมาอย่างหนักเน้นตลอดชั่วชีวิต ไม่มีอะไรง่าย
และดูราวกับว่าพลังที่คนเหล่านี้ใส่ในงานของตนนั้นมีจุดกำเนิดมาจากศูนย์รวมเดียวกัน
เพียงแต่พลังงานถูกเปิดเผยออกมาในรูปแบบของฟอร์มที่ต่างกัน
ก่อนจะจากกัน มิลตันเอาโปสเตอร์มาแจกเป็นที่ระลึกพร้อมลายเซ็นต์
ตืิ่นเต้นกันมาก ถ่ายรูปหมู่กันด้วยความฮึกเหิม
หมดเวลาของวัน มิลตันบอกว่าเอาละ พอ ต้องไปแล้ว แล้วก็เดินช้าๆไปมุมห้อง
คว้าเสื้อแจ๊กเก็ตสีขาวครีมมาสวมเหมือนวันก่อนๆ สวมหมวกสีเดียวกับเสื้อ
บอกว่าโชคดี ลาก่อน แล้วก็เดินออกจากห้องไป ทุกคนมีรอยยิ้่มเปื้อนหน้า
ไม่มีสักคนร้องไห้
เราทั่้งหลายในห้องมาจากหลายถื่น คืนนี้ออกไปกินข้าวด้วยกันคืนสุดท้าย
จิตใจเชื่อมโยงถึงกัน ก่อนจากทุกคนมองตากัน เข้าใจดี
ห้าปีต่อจากนี้เราจะโทรถึงกัน ดูซิว่าชีวิตไปถึงไหนแล้ว.
Sunday, July 09, 2006
เสือ


ฉันโทรไปหาลีขณะกำลังรอรถไฟ มีเรื่องด่วนจี๋สำคัญนักจะต้องบอกกล่าว รอไม่ได้ อีกสิบห้านาทีก็รอไม่ได้ ลีกลับไม่สนใจฟัง จะรีบไปๆ แค่นี้นะ เดี๋ยวเจอกัน บาย
ฉันกระแทกหูโทรศัพท์ลงด้วยความฉุน นึกในใจ ทำไมไม่รู้จักฟังเลยนะ คนอะไร เรามีเรื่องด่วนเรื่องสำคัญ จะหยุดฟังเสียหน่อยก็ไม่ได้ เอาแต่พูดอยู่คนเดียว บทอยากจะวางก็วาง ไม่คิดว่าธุระคนอื่นสำคัญบ้างหรือยังไง?
รถไฟมาเทียบจอดแล้ว ฉันก้าวเข้าไปนั่ง ใจร้อนรุ่มเรื่องลีกับโทรศัพท์ นึกโกรธโทษด่าอีกฝ่าย แหมทำให้เราฉุนเกรี้ยว คนอะไรไม่รู้จักนึกถึงใจคนอื่น นึกๆไปหน้าก็ร้อนผ่าว หัวใจเต้นตุบๆ รู้สึกเหมือนเลือดมันเดือดมันร้อน ใจจะระเบิด ไม่สบายตัวเลย
เออ นี่แหละหนอความโกรธ มันมาแล้ว สังเกตุเห็นแล้ว...
สังเกตุเห็นแล้วก็อยากจะหยุดใจที่มันร้อนเร่าๆ สมองที่มันนึกถึงแต่จะร้องกรี๊ดๆ ทำไมไม่ฟังฉันบ้างๆ วันนี้เป็นวันดี ทำไมต้องมารู้สึกแบบนี้หนอเรา นึกแล้วก็อยากจะเปลี่ยนความรู้สึกที่เป็นอยู่ในขณะ
หายใจเข้ายาว หายใจออกยาว นับหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า .... แหม แค่นี้ไม่หยุดฟังเลย ถ้าเป็นตัวเองเจอไม่ฟังแบบนี้บ้างจะโกรธไหม? อ้าว นึกไปๆย้อนกลับมาฉุนอีก วนเวียนไม่ไปไหน นับเลขก็ไม่หาย หายใจเข้าออกก็ไม่หาย เปลี่ยนเรื่องนึก นึกเรื่องที่เป็นมงคล...
นึกถึงอะไรดี... นึกถึง... โทรศัพท์ วางหูแล้วไปแล้วร้องกรี๊ดๆ จะทำให้หายโกรธไหมนี่? อ้าว ไหนว่านึกเรื่องที่เป็นมงคลไง กลับเวียนมานึกแต่เรื่องเดิม เรื่องที่ทำให้ใจรุ่มๆ
ความโกรธนี้มันเหนียว เกาะติดแน่นยังกับตีนตุ๊กแก ดุโฮกๆ เหมือนเสือ โผล่ขึ้นมาไม่รู้เนื้อรู้ตัว นั่งอยู่เฉยๆก็โผล่ผางออกมา ทำให้เราเป็นเหยื่อ ตกเป็นทาสความฉุนเฉียวราวกับมีเสือร้ายอยู่ในใจ
เอาละ ไอ้เสือร้าย มา! ฉันจะทำให้แกเชื่องให้ได้
หลับตานึกถึงเจ้าเสือ โผล่มาโฮกๆ แยกเขี้ยวยิงฟัน ฉันยื่นมือออกไป ลูบหัวดูหน่อยเป็นไง จะย่อมเชื่องลงไหม? แล้วฉันก็ลูบหัวมัน ลูบ ลูบ เจ้าเสือเอียงหัวให้ลูบ ทำหน้าเคลิ้มเหมือนเจ้าบิสกิตหมาข้างบ้าน แล้วเจ้าเสือก็หมอบ ลายพาดกลอนน่ากลัวก็หายไป เห็นเป็นขนเรียบนุ่มสีครีม เหมือนเจ้าบิสกิตยังไงยังงั้น... บิสกิต แกน่ารักจัง
กลับมาสังเกตตัวเองซิ ความโกรธมันหายไปไหนแล้วเนี่ย? ใจร้อนกลุ้มรุ่มผ่าวในทีแรกก็กลับเย็นเป็นปกติ หน้าตึงบึ้งบูดก็คลายลง ยิ้มได้อยู่คนเดียว
อารมณ์คนเรานี้หนอ โผล่พรวดมาแล้วบทจะดับก็ดับลงภายในพริบตาได้เหมือนกัน เพียงแค่รู้วิธีเผชิญหน้ากับมัน แผ่เมตตาให้กับอารมณ์ร้ายๆของตัวเอง ฉับพลันร้ายก็กลายเป็นดีไปได้ไม่รู้ตัว เหมือนน้ำดับไฟยังไงยังงั้น
เดี๋ยวอีกสิบห้านาทีลงรถไฟก็จะเจอลีแล้ว เดี๋ยวจะเล่าเรื่องนี้ให้ลีฟัง แล้วฉันก็นั่งยิ้มกริ่มไปตลอดทาง.
Friday, June 16, 2006
Florida


หวัดดีจ้ะ
กลับมาจากฟลอริดาแล้ว ทริปนี้เหนื่อยมาก วันแรกตื่นแต่ตีห้าไปสนามบิน ถึงสนามบินหกโม
งเห็นคนต่อคิวยาวเหยียด ตุ๊มๆต่อมๆว่าจะขึ้นเครื่องไม่ทัน ปรากฏว่าขึ้นไม่ทันจริงๆ ก็ต้องรอรอบต่อไปสิบโมง นึกได้ว่าไม่ได้เอาพาสปอร์ตมา โมโหตัวเองทำไมโง่อย่างนี้ นั่งรถไฟกลับบ้านไปเอา ลีรอเงกอยู่ที่สนามบิน สองชั่วโมงต่อมาก็มาต่อคิวยาวเหยียดอีก เฉียดจะไม่ทันอีกแต่ก็ทันจนได้
ไปถึงไมอามี่ก็เที่ยงบ่าย ไปเช่ารถ ขับไปซื้ออาหารขนมมาตุน กระดาษวาดรูป แวะกินข้าวกลางวัน ไปถึงโรงแรมที่ คีย์ ลาร์โก้ ก็หกโมงเย็น สลบเหมือดตั้งแต่นั้น ตื่นมาอีกทีก็วันใหม่เรียบร้อยแล้ว เป็นอันว่าวันแรกของการเดินทางหมดไปกับการเดินทางจริงๆ ไม่ได้เอ็นจอยอะไร เห็นแต่ไมอามี่ ส่วนชานเมืองแถวสนามบิน ซึ่งดูแล้วคล้ายๆเมืองไทย คือยุ่งๆเหยิงๆ ร้อนอบ เหนียว ตึกรามบ้านช่องไม่ค่อยจะเป็นระเบียบเรียบร้อย โผล่นู่นโผล่นี่มาแบบไม่มีการแปลนมากเท่าไหร่ ลีบอกว่าการแปลนส่วนมากอยู่ที่การเอ็นจิเนียร์เมือง เพราะเมืองทั้งเมืองมันเป็นบึง ที่ๆคนอยู่ส่วนมากเกิดจากการถมที่ เขาทำระบบคลองชลประทาน ขุดหนองบึงไว้ให้น้ำลง เพื่อให้เกิดเป็นแผ่นดินแห้ง คนอยู่ได้ มิน่า ที่ถึงแพง กว่าจะเป็นเมืองได้ เสียค่าถมค่าขุดกันอาน
ที่ฟลอริดานี้มีพวกคิวบาอยู่มาก เดินตามถนนนี้เหมือนไปประเทศอื่น คนส่วนมากพูดเสปน หาคนพูดอังกฤษต้องใช้ความพยายาม นี่ก็เป็นปัญหาเรื่องอิมิเกรชั่นของทางนี้ ภาษาสเปนเริ่มบุกเข้ามาเป็นภาษาราชการมากขึ้นทุกทีๆ สนามบินประกาศก็ต้องประกาศสองภาษา คนพูดกันไม่รู้เรื่องมากขึ้นทุกทีๆ
วันต่อมาขับรถไปดำน้ำสนอร์กเกิ้ลตามอ่าวในคีย์ ลาร์โก้ แต่มรสุมมันมา ฝนตกพรำ น้ำขุ่นไปหมด ลีบอกว่า คีย์ เวสต์ สวย ก็ขับรถกันไปดู ไหนๆดำน้ำไม่ได้ ขับรถชมวิวน่าจะสนุกกว่า ภูมิทัศน์แถวนี้เป็นทะเลหญ้า ป่าโกงกาง เกาะต่างๆ (ที่เขาเรียกว่าคีย์) เชื่อมต่อกันหมดด้วยถนนหมายเลขหนึ่ง ไปสุดกิโลเมตรที่ศูนย์ที่ คีย์ เวสต์ ปลายแหลมสุดของฟลอริดา ยื่นขั้นระหว่างแอตแลนติคกับอ่าวเม็กซิโก
เจอทะเลสวยตามทางก็หยุดชมวิว วาดรูปกัน ลูกเห็นปลาพยูนตัวนึงลอยขึ้นมา ใกล้เชียว ตะโกนเรียกลีให้มาดู ลีมาไม่ทัน มันก็ดำดิ่งหนีไปเสียแล้ว ตัวเทาๆ อวบๆ เหมือนหมูผสมปลาวาฬ น่ารักมาก มีเพรียงเกาะหลังเป็นวงๆ
ระหว่างลีนั่งวาดรูปวิว ลูกก็เดินเล่นชายน้ำ อยู่ดีๆก็มีปลาตัวนึงโดดเด้นผลุงขึ้นมา แล้วมานอนดิ้นแผล่บๆตรงหาดหิน ทำตัวพองเข้าพองออก เลยเห็นว่าเป็นลูกปลาปั๊กเป้า สงสัยมันตกใจลูกเดินไปแถวๆที่มันลอยน้ำอยู่ โดดเด้งด้วยความตกใจสุดขีด ปรากฏว่าโดดผิดทาง มาติดฝั่ง โง่แท้ๆ ลูกกับลีต้องหยิบมันลงน้ำไป เซ่อๆซ่าอยู่อีกซักพัก ถึงเริ่มขยับครีบได้ ลอยตุ๊มๆออกไป
ทะเลหญ้านี้มีความหลากหลายทางชีวภาพมากจริงๆ นั่งๆอยู่เดี๋ยวก็มีปลากระเบนลอยพือเข้ามา มีปลิงทะเล (ของโปรด) ปลาผีเสื้อลายดำขาว ตัวเล็กๆ เอาไม้ไปเขี่ยปลิงเล่น มันหดตัวเสียน่าเกลียดเชียว
ระหว่างทางนั่งรถลูกผ่านคีย์(เกาะ)ไปหลายคีย์ ถนนสายเดียวนี้มองเห็นทะเลสองด้านเลยซ้ายขวา งามมากๆ งามแบบป่าชายเลน ขับเรื่อยๆน้ำก้เริ่มเขียวมรกตขึ้นเรื่อยๆ ไปถึงคีย์ เวสต์ ก้เกือบค่ำมืดแล้ว (สองทุ่ม แต่ทางนี้ยังมีแสงแบบห้าโมงเย็น) เมืองน่ารักมากจ้ะ ถนนเล็กๆ สองข้างทางเป็นบ้านไม้ก่ายเกลื่อน เป็นบ้านแบบวิคตอเรียน ที่ฮิตอยู่สมัย ร.ห้า สีขาว สีชมพู สีฟ้า สีเขียวอ่อน หลังเล็กๆ มีระเบียงรอบบ้าน ไก่กระต๊ากเดินเป็นฝูงตามถนน ลั่นทม พุด เฟื่องฟ้า มะลิ มองไปทางไหนก็เห็นต้นไม้ดอกไม้แบบเมืองไทยไปหมด โอว นี่หรือ อเมริกา พาราไดซ์ชัดๆ จะว่าไปก็คล้ายๆเชียงใหม่ตรงถนนหนทางบ้านเรือน มีป่าโกงกางแบบสงขลา และมีทะเลแบบภูเก็ต มีเกย์เยอะมาก พวกคนแบบว่าศิลปิน แบบโบฮีเมียนชอบอยู่
เกสต์เฮาส์ร้านรวงหลายแห่งเขามีป้ายบอกว่าลุงเออร์เนส เฮมิงเวย์เคยมาอยู่ เคยมากิน เคยมานอน มาอยู่มานอนกี่ปีๆเขาก็เคลมกันสนุกสนาน ร้านนึงลูกเข้าไปฉี่เขาบอกว่าเฮมิงเวย์เคยมาอยู่พักอยู่ระหว่างเขียนเรื่อง The Old Man and the Sea เดาว่าคนมาพักที่นี่คงจะมารออินสไปเรชั่นแบบเฮมิงเวย์กันนับไม่ถ้วน
นอนค้างที่คีย์ เวสต์หนึ่งคืน ทุกอย่างแพงมาก อาหารแพงหูฉี่ กะจะล่อล๊อปสเตอร์เสียหน่อยกลับไม่มี ไม่ใช่ฤดู เลยอด
เดินไปเดินมาเขียนรูปได้สองรูปก็ต้องกลับไปคีย์ ลาร์โก้ เพราะข้าวของอยู่นั่นหมด (ไม่ได้กะจะค้างคีย์เวสต์ แต่มันดึกเลยต้องค้าง) ขากลับก็แวะเก็บปะการัง ฟองน้ำตามชายหาด ชายหาดแถวนี้เหมือนทะเลสาบสงขลา นราธิวาส มีบ้านชาวประมง ผสมบ้านพักบังกะโลโผล่อยู่ตามฝั่ง
ขับรถบนถนนสายนี้เหมือนวิ่งฝ่าทะเล ถนนแคบๆ ทะเลสองข้างอยู่ใกล้มาก เย็นย่ำแล้วเวิ้งว้างนัก
วันต่อมาก็ต้องกลับแล้ว ระหว่างทางแวะไปป่าสงวนแห่งชาติ เอเวอร์เกลดส์ ที่พ่อว่ามีไอ้เข้อยู่ในบึง ก็ป่าชายเลนนี่นะ มีปลาหลายชนิด ตัวเบ้งๆทั้งนั้น นกเยอะแยะ หญ้ากก หญ้าจูด ขึ้นสุดลูกหูลูกตา เขามีสะพานไม้ให้เดินดู ลูกเห็นไอ้เข้ห้าตัว (ไม่ได้เห็นพร้อมกันทีเดียว เห้นทีละตัว) นอนหย่อนใจตามใต้พุ่มไม้ ดูเก่าแก่ดึกดำบรรพ์ น่าเกลียดมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นไอ้เข้จริงตามธรรมชาติ ที่ไม่ใช่สวนสัตว์ หยึ๋ยบอกไม่ถูก...
เวลามีน้อยเหลือเกิน ดูได้แผลบๆก็ต้องกลับเสียแล้ว แต่เห็นว่าเขามีที่ให้แค้มปิ้งได้ คราวนี้มาเสียท่า จองโรงแรมแพงอยู่ด้วยความกลัวไม่มีที่พัก ปรากฏว่ามาแล้วเจอที่พักน่ารักๆเพียบ ถูกกว่าโรงแรมด้วย ถ้ามาคราวหน้าคิดว่าจะพักเต๊นท์ มาที่นี่เหมือนกลับบ้านไงงั้นเลย ขากลับเจอสวนลิ้นจี่ ! บ้านนึงเขากำลังเก็บใส่ลัง แต่แบ่งขาย เลยขอซื้อมาหน่อยนึง โอ... นึกว่าอยู่เชียงใหม่ แง คิดถึงจัง....
ลูกเอง
เภา
Saturday, March 04, 2006
ฟังดนตรีเถิดชื่นใจ

โดย เภา
ฟังดนตรีเถิดชื่นใจ (1)
เคร่งกับเรื่องงานกับเรื่องการเมืองมามาก อาทิตย์สองอาทิตย์นี้ขอพักไปหลบฟังเพลงเสียหน่อย อซูร่าชวนฉันไปดูคอนเสิร์ตร๊อคหูเหล็กเมื่อศุกร์ที่แล้ว รู้สึกกระชุ่มกระชวยดี ไปดูวงดนตรีสาวสี่คน นักร้องนำเซ็กซี่โยกเอวส่ายตะโพก กรีดร้องสุดเสียง ชีวิตนี้พลีเพื่อ Led Zeppelin
เคยเห็นนักร้องพลีชีวิตเพื่อราชาเอลวิสมาก็มาก นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นวงดนตรี cover สาวที่พลีชีวิตเล่นเพลงของเพศตรงข้าม แม้เราเกิดมาไม่เคยคิดจะฟังหรือเป็นแฟนเพลง Led Zeppelin มาก่อน แต่เห็นแม่นักร้องนำกรีดร้องเกรี้ยวกราดในแบบของเธอ ก็อดทึ่งไม่ได้
ร๊อคชนิดนี้มันไม่ใช่ร๊อคเล็กๆ แต่เป็นร๊อคแบบถึงลูกถึงคน ดูแล้วก็ขำดี เป็นเพลงของคนวัยหนุ่มกำลังตกมัน โกรธเกรี้ยวโกรธาในความเยาว์เขลาทึ่ง ก็มาแผลงฤทธิ์ให้กับอิสระในดนตรี Led Zeppelin ตัวจริงแก่หงำเหงือกไปแล้ว สาวๆกลุ่มนี้ก็กระชากความอมตะของเลือดหนุ่มกลับมา ให้ลุงๆน้าๆมาร่วมย้อนหลังเอนจอยอารมณ์ร๊อค นำรสชาติตกมันกลับมาสู่ชีวิตวัยคล้อยบ่ายอีกครั้ง
ลีลาของสาวๆบนเวทีก็ร้ายกาจแท้ นักร้องนำอายุสักยี่สิบกว่า ใส่เสื้อโปร่งเซ็กซี่เปิดสะดือ ผมยาวดำสะบัดได้ถึงวิญญาณร๊อคดีแท้ ลีลากรีดร้องและส่ายตะโพกของเธอสะบัดช่อดีนัก แม่ลีดกีตาร์อายุมากหน่อย บทบาทการเล่นโชว์ก็ก๋ากั่นไม่แพ้กัน เอาคันไวโอลินมาสีกีตาร์ ปาดแต่ละทีสร้างเสียงอันหลอกหลอน ราวปลุกข้าวสารเสก ส่วนมือกลอง ขนาดของเธอใหญ่โตมาก พลังช้างสารในการฟาดกลองโครมครามไม่น่าแพ้ Led Zeppelin ตัวจริง ที่จืดหน่อยคือกีตาร์เบส เธอมาในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ธรรมดา ยืนดีดของเธอเงียบๆในมุมมืด แต่ก็พอให้อภัยได้เพราะเธอก็เล่นออแกนได้หลอกหลอนไม่แพ้มือกีตาร์
ดีดดิ้นไปกับคลื่นคน เราอดย้อนนึกถึงชีวิตนักเรียนไม่ได้ สมัยไปเป็นกรุ๊ปปี้เกาะเวที ไปดิ้น ไปกรี๊ดให้พวกหนุ่มๆเพื่อนๆที่ชอบเป็นดาราออกอาการร๊อค งานใต้ตึกที่คณะมันอารมณ์เดียวกันนี้เลย
หลังคอนเสิร์ตเลิก ร่างกายมันเหนื่อยปวกเปียกอย่างบอกไม่ถูก อยากจะล้มตัวนอน ณ บัดนั้น หูแทบใช้การไม่ได้ นั่งรถกลับบ้านลีเปิดวิทยุเจอเพลงร๊อคน้องๆ Led Zeppelin เปลี่ยนคลื่นหนีกันแทบไม่ทัน.
___________________________________________________
ฟังดนตรีเถิดชื่นใจ (2)
หูเหล็กไปเมื่อศุกร์ที่แล้ว วันศุกร์ (สุข) นี้ไปลิ้มความคลาสสิคดูบ้าง ไปกับอซูร่าอีกตามเคย คราวนี้ไปที่หอสมุดแห่งชาติ
ทุกวันศุกร์ในฤดูหนาวที่หอสมุดนี้เขาจะมีคอนเสิร์ตให้ไปฟังไปชมฟรี มีความศรีวิไลซ์จากวัฒนธรรมต่างๆมาให้เคลิบเคลิ้มกัน คอนเสิร์ตคราวนี้เป็นนักร้องกลุ่ม มาจากประเทศสวิส ชื่อ Ensemble Corund เพลงที่เขาแสดงเป็นเพลงแบบ อแคพเพลล่า คือร้องดิบๆ ไม่มีเครื่องดนตรี กลุ่มนี้มีคนร้องประมาณสิบคน กับอีกหนึ่งคอนดักเตอร์
เพลงที่เขาแสดงนี้เป็นอแคพเพล่าทั้งร่วมสมัยและแบบโบราณ บางเพลงเก่าสองสามร้อยปี ส่วนมากเป็นเพลงที่ได้แรงบันดาลใจจากงานบรรยากาศของบทละครเชคเสปียร์ คนร้องยืนร้องเหมือนประสานเสียง ทุกคนก็มีบทบทเสียงที่สูงต่ำต่างๆกันไป ผลัดกันนำผลัดกันรับ บางเพลงมีเนื้อร้อง บางเพลงมีแต่เสียงฮัม
เว้ากันซื่อๆแบบคนไม่เคยฟังมาก่อนและไม่มีความรู้เกี่ยวกับเพลงคลาสสิคมากนัก เพลงพวกนี้ไม่ได้มีความไพเราะแบบที่เราคุ้นๆกัน ไม่มีจังหวะที่แน่นอนชัดเจนแบบเพลงลีลาศ ไม่ได้รื่นหูชวนให้เคลิบเคลิ้มหลับไหลเหมือนเพลงโรแมนติก ไม่ได้สง่างามเหมือนเพลงสำหรับเทศกาล โน๊ตแต่ละตัวไม่ได้ลงในคีย์ที่เราได้ยินจากเครื่องดนตรี เขาเล่นเสกลเสียงที่อยู่ระหว่างตัวโน๊ตสองตัว บางทีฟังดูเหมือนเพี๊ยนๆ แต่เป็นความเพี๊ยนที่ตั้งใจ บางทีเดาไม่ถูกว่าคนร้องจะพาเราไปไหน
เหมือนเรากำลังผจญภัยไปในภาพที่สร้างจากเสียง เป็นบรรยากาศแบบกลางคืนในฤดูร้อน มีเสียงจั้กจั่นเรไร เสียงนก เสียงกล่อมเด็ก เสียงลมต่างๆนาๆ คาดเดาไม่ถูกว่าอะไรจะมาเมื่อไร อารมณ์ต่างๆในดนตรีมีความละเอียดอ่อนมากกว่าอารมณ์ที่เราจำกัดความด้วยคำพูดมากนัก.
http://www.corund.ch/en/audiofiles.htm
Saturday, January 07, 2006
กรีซ 1





โดย ส. สนิทนึก
ตอน: พาเธนอน
วิหารพาเธนอนในความรู้สึกแว่บแรกของฉันนั้นคล้ายกับภาพวาดโมนาลิซ่า ที่ว่าคล้ายก็คือความงามความยิ่งใหญ่นั้นถูกเล่ากล่าวมานานนัก ในตำราว่างามไม่มีที่ติ คนเคยเห็นก็บอกว่าเป็นสิ่งศรีวิไลที่สุดสิ่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติมนุษย์ บางคนบอกว่าคือความมหัศจรรย์อันสมบูรณ์แบบ บางคนบอกว่าคือสรวงสวรรค์
ฉันยืนอยู่บนยอดเขาหินอะโครโพลิส (Acropolis) กลางเมืองเอเธนส์ ทั้งๆที่มหาวิหารตั้งอยู่ตรงหน้านี้ แต่ไม่รู้จะเริ่มมองความงามที่ตรงไหน เพราะในหัวมีคำกล่าวของชาวบ้านฝังหนาเป็นนิ้วๆ หนาจนยากจะฝ่ามองด้วยตาตัวเองสดๆ ที่เห็นก็คือเสาหินมหึมาที่เคยกลิ้งหลุนๆอยู่ตามพื้นจากรูปในหนังสือ ตอนนี้ถูกบูรณะไปวางต่อกัน เรียงเป็นเสาที่สมบูรณ์ รูปปั้นหน้าจั่วที่สาบสูญด้วยถูกชาติอื่นแย่งชิงไปก็ถูกก๊อปปี้ขึ้นมาใหม่ จากซากปรักหักพังที่แทบไม่มีอะไรเหลือให้ดู ก็กลายเป็นร่องรอยของอดีตที่ถูกร่างให้พอจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น
จากที่รู้มา วิหารพาเธนอนนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อนคริสตกาล ว่ากันว่าสร้างขึ้นเป็นที่บูชาเทพีอาเธนา (Athena) ผู้ปกปักษ์รักษากรุงเอเธนส์ และนอกจากนั้นก็ใช้เป็นท้องพระคลังของเมืองด้วย ด้วยยืนผ่านกาลเวลามาสองพันสี่ร้อยสี่สิบกว่าปี วิหารแห่งนี้ถูกครอบครองเปลี่ยนมือจากกลุ่มคนหลายเชื้อชาติด้วยกัน เริ่มจากพระเจ้าไซโมน (Cimone) กษัตริย์ชาวกรีกเป็นผู้สร้างเมื่อ 439 ปีก่อนคริสศรรตวรรษ โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมดสิบห้าปี อีกแปดร้อยกว่าปีต่อมา ในปี ค.ศ. 450 วิหารนี้ถูกเปลี่ยนโฉมหน้าให้เป็นโบสถ์คริสเตียน รูปปั้นเทพปกรนัมต่างๆถูกปลดริบออกเกือบหมด รูปหล่อบรอนซ์อันสมบูรณ์แบบต่างๆถ้าหากไม่ถูกหลอมทิ้งมาแปลงเป็นอาวุธก็หล่นหายกลางทะเลระหว่างพวกทหารโรมันเดินเรือไปยังเวนิส(ในปัจจุบันคือประเทศอิตาลี) อีกพันกว่าปีล่วงมา พวกเติร์กครอบครองดินแดนนี้ และได้เปลี่ยนวิหารนี้เป็นสุเหร่าของพวกตน ต่อมาในสงครามต่อสู้กับพวกเวนิสประมาณปี ค.ศ. 1600 พวกเติร์กใช้วิหารพาเธนอนนี้เป็นคลังเก็บระเบิดและอาวุธ แต่วันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุระเบิดลั่น วิหารพังแทบไม่เหลือ และด้วยความไม่รู้ค่าพวกเติร์กได้นำรูปแกะสลักเทพบางรูปที่ยังหลงเหลืออยู่ไปขายทอดให้กับชาติอื่นเสียเกือบสิ้น ต่อมาภายหลังที่ชาวกรีกได้รวมกันเป็นชาติกรีซ มหาวิหารแห่งนี้ก็ยับเยินเสียไม่มีชิ้นดี ไม่รู้นานเท่าไรจึงจะซ่อมเสร็จ
หลังจากที่พอจากแหวกม่านความคิดของคนอื่นออกมาได้บ้าง ฉันก็พอจะเห็นว่าความมหึมาของวิหารหินอ่อนแห่งนี้ ไม่ได้สร้างความรู้สึกหนักทึบหรือน่าเกรงขามแก่ผู้ดูชม ตรงกันข้าม กลับให้ความรู้สึกเชื้อเชิญให้เมียงมอง ให้พินิจดู ทั้งโครงสร้างและรายละเอียด สัดส่วนที่งามอย่างที่เรียกกันว่า "สัดส่วนทอง" เป็นความศรีวิไลทางการคำนวณอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้ที่กรีกโบราณได้ค้นพบ รายละเอียดของเหลี่ยมมุมและตัวเสา สร้างความรู้สึกเบาเหมือนลอยได้ ทั้งๆที่ตัววิหารนี้ทำจากหิน หลักฐานจากรูปสลักสีต่างๆในมิวเซียมทำให้เข้าใจว่าวิหารหินปูนสีขาวนี้ แต่เดิมไม่ได้เป็นสีขาว แต่เป็นสีต่างๆทั้งภายนอกภายใน ซึ่งแต่โบราณใช้วิธีลงสีแบบปูนเปียก(fresco)
ตามหลักฐานโบราณ เขาว่าในตัววิหารนี้เคยมีรูปหล่อเทพีอาเธนาอยู่ เป็นรูปหล่อจากทองแท้ๆและประดับด้วยงาช้าง สูงขนาดประมาณตึกสามชั้น ปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่าเทพีนี้หายไปเมื่อใดและไปอยู่ที่ไหน คาดว่าทองจำนวนตันๆคงถูกนำมาหลอมใช้จ่ายในสงครามสมัยใดสมัยหนึ่ง
มิวเซียมทางด้านหลังของวิหารนั้นเป็นที่เก็บรูปสลักต่างๆที่ขุดเจอโดยรอบ รูปสลักต่างๆในมิวเซียมเป็นของจริง ส่วนรูปสลักที่เห็นบนยอดหน้าจั่วกับตัวเสานั้นเป็นรูปหล่อก๊อปปี้ เห็นดังนี้ก็เป็นที่น่าเข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงไม่เอาของจริงมาไว้ที่ตัววิหาร เพราะถูกถล่มถูกขโมยมานับครั้งไม่ถ้วน อดีตที่มีค่าก็ต้องเอามาเก็บไว้ไม่ให้ใครแตะต้อง ไม่ให้ไปกรำแดดกรำฝนอีกต่อไป
รูปสลักหน้าจั่วที่ยังพอเหลือให้ดูก็เป็นเรื่องราวจากตำนานปรัมปราเกี่ยวกับเทพต่างๆที่สู้รบกับยักษ์ คล้ายๆรามายณะของทางอินเดีย หรือรามเกียรติ์ของไทยเรา ที่มีพระรามพระลักษณ์สู้รบกับยักษ์กรุงลงกา เห็นอย่างนี้แล้วก็พอจะเชื่อมจุดประวัติศาสตร์ความเชื่อได้ลางๆ ว่าเรื่องเทพต่อสู้กับยักษ์ของทั้งสองวัฒนธรรมนี้คงเป็นเรื่องราวที่มาจากแหล่งความเชื่อเดียวกัน ที่เชื่ออย่างนี้ก็เพราะชนชาติกรีกโบราณนั้นมีสายหลักที่อพยพมาจากสายอินโด-ยูโรเปียน ซึ่งก็คือสายเดียวกับพวกที่อพยพลงไปยังอินเดียนั่นเอง ที่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือภาษากรีกหลายคำมีเสียงและความหมายคล้ายกับภาษาสันสกฤตมาก คงไม่ผิดที่จะตีความว่ารากของความเชื่อทั้งสองชนชาตินี้มาจากที่เดียวกัน
รูปแกะสลักหลายๆชิ้นในมิวเซียมนี้ส่วนมากใหญ่โตและน่าทึ่งมาก งานแกะสลักนูนสูงรูปพญาสิงห์ตะปบลูกวัวนั้นน่ากลัวนัก ทั้งกล้ามเนื้อและกรงเล็บ ความเขม็งเกรี้ยวของท่าทางทำให้รู้สึกขนลุกขึ้นมาได้ อีกรูปที่เห็นแล้วตัวชาคือนางเมดูซ่าสาปให้ยักษ์กลายเป็นหิน ตัวนางเมดูซ่ามีงูร้อยม้วนเป็นพัสตราภรณ์ ยืนสาปด้วยกิริยาเย็นเฉียบ ช่างฝีมือเอกที่รับงานนี้คงเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในปฐพีทีเดียว เพราะสามารถดึงความลับในจิตใจมนุษย์มาใส่ในรูปที่ตัวปั้นได้
ยังมีรูปแกะสลักหินอ่อนชิ้นอื่นๆที่พลัดพรากจากวิหารนี้ไป หลายชิ้นไปตั้งอยู่ที่พิพิธพัณฑ์แห่งชาติของอังกฤษ ถือเป็นหนึ่งในคอลเล็คชั่นชิ้นเอกที่สร้างรายได้ให้กับพิพิธภัณฑ์อังกฤษเป็นอย่างมาก เหตุผลที่ของจริงระเห็จไปอยู่อังกฤษก็เพราะพวกเติร์กแงะเอาไปขายถูกๆด้วยไม่รู้ค่า แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่ยังหลุดรอดมาได้จากการเป็นเป้าลองกระสุนปืน หรือถูกเอาไปหั่นทำบันได!
น่าจะถือเป็นเรื่องกาลเวลาและโชคชะตาที่พัดพาไปขนาดนั้น นับเป็นร้อยปีที่อังกฤษครอบครองรูปสลักต่างๆเหล่านี้อยู่ กินเงินไปหลายหมื่นล้านปอนด์จากนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมงานอันเลิศเลอของชาวกรีก ก็เป็นธรรมดาที่ทำให้คนกรีกนั้นรู้สึกเป็นเดือดเป็นแค้น อยากจะได้งานแกะสลักที่ถูกเติร์กแอบเอาไปขายกลับคืนมา มีกลุ่มคนตั้งองค์กรเพื่อต่อรองกลับอังกฤษ ไปขอเจรจาให้ส่งรูปสลักต่างๆของวิหารกลับคืน ผู้นำขององค์กรนี้เป็นซูเปอร์สตาร์หญิงคนหนึ่งของกรีซที่ใช้ความโด่งดังมีชื่อเสียงเป็นตัวสร้างกระแสชาตินิยมขึ้น สั่งสมให้ประชาชนกรีกโกรธแค้นรัฐบาลอังกฤษ มีการประท้วงแบบทั้งอ่อนและแข็ง แต่อย่างไรก็ตามทีท่าของอังกฤษก็คล้ายๆกับจะเลิกคิ้วถามว่า แล้วไงเหรอ? เรื่องมันนานนมมากแล้วนะ เท่านั้นเอง
ของบางอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จะย้อนเข็มนาฬิกาก็คงไม่ได้ หากลองคิดดูเล่นๆอย่างนี้ ว่าถ้าอังกฤษคืนรูปปั้น พิพิธภัณฑ์ลูฟท์ในปารีสก็ต้องทำอย่างเดียวกัน ที่อื่นๆในโลกที่ได้รูปสลักจากไหนต่อไหนมา ไม่ว่าจะวิธีใดก็คงต้องส่งกลับคืนกันให้สับสนวุ่นวายไปหมด จริงอยู่ที่วัตถุทางศิลปวัฒนธรรมเป็นความภูมิใจของชาติ แต่ของชาติไหนก็ยังเป็นเรื่องถกเถียงกันไม่สิ้น
ย้อนกลับมาที่เอเธนส์ ยอดเขาหินอะโครโพลิสนี้อยู่สูงใจกลางเมือง ฉันมองไปรอบๆเห็นตึกรามบ้านช่องในเอเธนส์แผ่ไปไกลสุดลูกหูลูกตา ฝั่งหนึ่งสุดตาเห็นหุบเขา อีกฝั่งเห็นไปได้ไกลถึงฝั่งทะเลอีเจียน มองเห็นเรือเดินสมุทรอยู่ไกลลิบๆ แน่นอนที่ในสมัยโบราณยอดเขานี้จึงเป็นหนึ่งเดียวที่เล็งภัยจากข้าศึก และเป็นที่สุดท้ายที่จะถูกบุกเข้าถึง
ตีนเขานี้มีโรงละครกลางแจ้งแบบโคลอสเซียม อยู่สองโรง โรงหนึ่งมีชื่อว่า อีโรดิโอ (Irodio) ส่วนอีกโรงชื่อ ดีโอนิสซู (Dionissou) ปัจจุบันเขาก็ยังใช้เป็นที่แสดงดนตรีทุกๆฤดูร้อน น่าเสียดายที่มาฤดูหนาว ไม่งั้นคงได้นั่งฟังเขาบรรเลงเพลงที่นี่ ทางเดินรอบๆตีนเขาอะโครโพลิสนี้มีต้นมะกอกขึ้นอยู่เต็มไปหมด ถึงเอเธนส์จะเป็นเมืองใหญ่ แถบนี้ก็ยังเป็นธรรมชาติที่เขารักษาเอาไว้ได้
ขาลงจากอะโครโพลิส ฟ้าเริ่มมืด ฉันเดินลัดเลาะออกมาทางป่ามะกอกคดเคี้ยว ออกมาไกลเรื่อยจนถึงย่านตลาดนัดขายของที่ระลึก ผู้คนพลุกพล่าน เดินดูนู่นดูนี่จนฟ้ามืดสนิท มาถึงสแควร์ที่เรียกโมนาสเตอรากี มองย้อนไปยังยอดอะโครโพลิส เห็นไฟเปิดสว่าง เหมือนกับวิหารพาเธนอนลอยอยู่บนสวรรค์.
กรีซ 2
















ตอน: เอเธนส์
เอมาน่วลเพื่อนชาวกรีกโม้ว่าความภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติอันยาวนานเข้มข้นแบบนี้หาได้อยู่ไม่กี่แห่งในโลก และกรีซก็เป็นหนึ่งที่เข้มข้นที่สุด ถึงขนาดที่เรียกได้ว่าถ่มน้ำลายปรี๊ดลงไปตรงไหน ขุดลงไปก็เจอของเก่าของโบราณได้ตรงนั้น
โอลิมปิคเกมส์เมื่อปี 2004 ทำให้เอเธนส์ต้องขยายเมืองเป็นอันมาก สนามกีฬาแห่งชาติถูกสร้างใหม่ให้ไฮเทคใหญ่โต มีการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเพิ่มอีกสองสาย จากเดิมที่มีสายเดียวสั้นๆ สนามบินต่อเติมหรูหราใหญ่โต มีการต่อรถไฟฟ้าตรงดิ่งจากสนามบินเข้าเมือง สถานที่ราชการทาสีใหม่เอี่ยม เอมาน่วลบอกว่าเอเธนส์ถูกขัดสีฉวีวรรณเป็นอันมากในสามปีที่ผ่านมานี้ การจัดโอลิมปิคเกมส์นำความเจริญมาสู่เมืองได้เร็วดีจริง
รู้มาว่าระหว่างที่รัฐบาลกรีกขุดเจาะทำรถไฟใต้ดินเตรียมต้อนรับโอลิมปิคเกมส์กันจ้าละหวั่นอยู่นั้น โพรงใต้ดินหลายสายที่ขุดใหม่ก็ไปจ๊ะเอ๋กับโพรงที่เป็นท่อประปาเก่าสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ท่อประปาสมัยนั้นเป็นท่อดินเผา! วางเสียบเป็นข้อๆต่อกัน ข้อหนึ่งยาวประมาณสองฟุต แต่ละข้อมีฝาเปิดปิดด้านบนเอาไว้สำหรับเปิดมาทำความสะอาดหรือซ่อมแก้ไขเวลาท่อตัน แต่ละชิ้นมีสีวงกำกับเอาไว้ แต่ละเส้นทางเดินท่อก็ใช้สีที่ต่างกันไป ภายในตัวท่อก็ทาสีเคลือบกันซึม เรียกว่าไฮเทคมาก โพรงเก่าที่เลิกใช้แล้วบางโพรง คนโบราณก็เอาไว้เป็นโพรงเก็บขยะ ขยะที่ว่านี้คือเครื่องดินเผาที่แตกชำรุด หรือที่ใช้เบื่อแล้วก็เอามาโละทิ้ง
ภายในสถานีรถไฟใต้ดินจุดต่างๆ ทางสถานีเขาก็จัดเป็นพิพิธภัณฑ์โชว์ของโบราณที่ขุดพบ ณ จุดนั้นๆ สถานีไหนมีผนังสูงกว้าง เขาก็เปิดผนังโชว์ให้เห็นเป็นชั้นดินในยุคสมัยต่างๆที่ทับถมกันเป็นพันปี มีเครื่องหมายบอกให้เห็นว่ายุคไหนเป็นยุคไหน ทับถมอยู่นานแค่ไหน นับเป็นการให้การศึกษาแก่ประชาชนทั่วไปที่ผ่านไปผ่านมาแบบถึงเนื้อถึงตัวเลยทีเดียว
เมืองเอเธนส์นี้ถูกเหยียบย่ำด้วยเท้าจากคนหลายยุคหลายเผ่า หลักฐานที่เห็นได้ในชีวิตประจำวันก็คือสถาปัตยกรรมของหลายวัฒนธรรมที่เคยแพร่ผ่านมายังดินแดนแห่งนี้ มีตั้งแต่วิหารกรีกโบราณที่มีลักษณะเรียบสง่าอยู่เหนือกาลเวลา มีวิหารโรมันที่สร้างเลียนแบบมาจากของกรีกแต่ดัดแปลงในเรื่องของฟังก์ชั่น มีโบสถ์แบบไบแซนทีนที่มีลักษณะกลมๆป้อมๆ มีสุเหร่าของพวกเติร์ก มีตึกรามบ้านช่องแบบนีโอคลาสสิคที่สวยหวาน เอกลักษณ์ของแต่ละวัฒนธรรมที่เข้ามานี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ทุกวันนี้ก็อยู่รวมกันได้และถือเป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ชาติกรีกที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย โชคไม่ดีที่เด็กสมัยใหม่ไม่ได้รับการศึกษาให้ภาคภูมิใจในเส้นทางประวัติศาสตร์ชาติตนเท่าไรนัก เพราะเกือบทุกที่ๆไปก็จะเห็นพวกกราฟิติคอยพ่นสเปรย์ทำลายตึกโบราณสวยๆ ป่าวประโคมความบ้องตื้นมือบอนของตนให้น่าเอน็จอนาจใจทุกครั้งไป
แหล่งที่ๆพอจะพ้นเงื้อมือพวกกราฟติบ้างก็พอมี อย่างแถบ โคโลนากี (Kolonaki) ที่เป็นโซนช้อปปิ้ง ศูนย์รวมแฟชั่นทั้งหลายจากยุโรปและอเมริกา ร้านรวงที่มีของดีไซน์เนอร์ดังๆ เดินดูได้เปิดหูเปิดตาความก้าวล้ำทางแฟชั่น แต่ถ้าจะซื้อของที่นี่คงทำให้กระเป๋าฉีกได้ไม่มากก็น้อย หากจะช้อปจริงๆแถวตลาดนัดใน โมนาสเตอรากี (Monasteraki) หรืออีกโซนที่เรียกว่า พลากา (Plaka) จะราคาสมน้ำสมเนื้อกว่า
ตามทางเท้าในเอเธนส์เขาจะปลูกต้นไม้เป็นจุดๆ เป็นแนวๆ ต้นไม้ที่ขึ้นง่ายและนิยมปลูกกันคือส้ม ฉันไปโชคดีที่เป็นหน้าส้มพอดี ไปไหนมาไหนก็เห็นส้มออกลูกกันกลมดิกสีสดจับใจ เต็มพุ่มส้มไปหมด น่ารักมาก บางที่ก็มีต้นมะนาวที่ออกลูกสีเหลืองอ๋อยเต็มพุ่มเหมือนกัน ด้วยความที่เคยเห็นแต่ส้มวางเป็นกองในซูเปอร์มาร์เก็ต มาเห็นต้นเป็นๆแบบนี้ก็อดดัดจริตตื่นเต้นไม่ได้ แถมอยู่ในเมืองอีกต่างหาก ลองเด็ดมาชิมลูกหนึ่ง เปรี้ยวจนหน้าเหย มิน่าเล่า มันถึงยังอยู่กันเต็มต้นอย่างนี้
เอมาน่วลพาไปเดินแถว เอริเดส (Aerides) ที่มีโรงแรมและผับบาร์กาแฟสำหรับคนบูติคที่ชอบมาสังสรรค์กัน ถนนนี้คล้ายๆกับถนนสีลมหรือหลังสวนบ้านเราในสมัยก่อนฟองสบู่แตก แต่แถบเอริเดสนี้กว้างขวางกว่ามาก แต่ละที่ก็ตกแต่งแข่งกันอย่างฟู่ฟ่าสุดขีด แม้เก้าอี้นอกร้านก็ยังเป็นเบาะโซฟา! ส่วนมากจะเป็นสีขาวหรือสีครีม คงเป็นเพราะทำให้ร้านสว่าง ที่นี่แม้อากาศจะหนาวยะเยือกเกือบศูนย์องศา คนกรีกเขาก็ยังนิยมนั่งโชว์ออฟกันนอกร้านมากกว่าในร้าน เอาท์ดอร์ฮีตเตอร์ก็เป็นของที่ทุกร้านจะขาดเสียมิได้ ฝั่งตรงข้ามมองไปเห็นวิหารพาเธนอนยามค่ำคืน สว่างไสวอยู่บนยอดเขาอะโครโพลิส ไม่ต้องเดาว่ามากินที่นี่ราคาต้องสูงแน่นอน
ผับบาร์ที่นี่นอกจากเสริฟแอลกอฮอล์แล้ว เมนูบังคับก็ต้องมีกาแฟ โดยเฉพาะ กาแฟกรีก หรือ Greek Coffee ที่มีลักษณะพิเศษอยู่ที่วิธีต้ม เขาจะใช้กาแฟป่นสดๆต้มกับน้ำในกาใบเล็กๆ จะให้หวานก็ใส่น้ำตาลกันเดี๋ยวนั้น ต้มให้ฟองฟ่อดแล้วก็เสริฟในถ้วยกาแฟใบเล็กๆ กรีกคอฟฟี่นี้เวลาชงเขาจะชงสำหรับเฉพาะคน ไม่มีการชงเยอะๆแล้วมารินแบ่งกันหลายๆถ้วย ก็ไม่ทราบแน่ว่าทำไม ทราบแต่ว่ากาแฟนี้หอมมาก และฟองกาแฟที่ลอยอยู่ทำให้การดื่มไหลลื่นนุ่มลิ้นดีมาก เวลาดื่มนี้มีข้อห้ามอย่างหนึ่งคือ ห้ามใช้ช้อนคนหรือเขย่ากาแฟให้เคล้าไปมาเป็นอันขาด เพราะผงกาแฟที่นอนก้นจะฟุ้งขึ้นมาปนกับน้ำกาแฟ คงไม่มีใครชอบดื่มกาแฟพร้อมกาก เสียอารมณ์เปล่าๆ ปกติแล้วฉันเป็นคนที่กินกาแฟแล้วเลือดพุ่งจี๊ด ตัวจะระเบิดเพราะพ่ายแพ้คาเฟอีน แต่มาที่กรีซนี้ล่อกรีกคอฟฟี่เช้าเย็นไม่มีอาการอะไรทั้งๆที่กาแฟนี้เข้มข้นมาก ก็นับว่าเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่ได้ลิ้มของดีแล้วไม่เป็นอะไร คาเฟ่ที่เรามานั่งตกแต่งสีส้มแดง มีโคมไฟกระดาษห้อยคล้ายๆจะยึดคอนเซปต์แบบเอเซีย คนที่มาแถวนี้ก็แต่งตัวกันเปิ๊ดสะก๊าดดี สาวๆกรีกส่วนมากตาโตคิ้วเข้มจมูกคมเหมือนรูปแกะสลักหิน สวยดี
เดินไปตามถนนมีของอร่อยอย่างหนึ่งที่ถูกและหากินง่ายเหมือนกินก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา นั่นคือ Gyro เรียกตามแบบอังกฤษก็เรียกว่า ไจโร หรือเรียกตามแบบกรีกว่า กีโร เป็นเหมือนแซนด์วิชหมูย่างใส่โยเกิร์ต แป้งแซนด์วิชเป็นแป้งแผ่นกลมๆแบนๆเรียก Pita Bread คล้ายๆแป้งนานหรือโรตีแบบแขก แต่หนากว่าหน่อย ส่วนหมูย่างนั้นย่างเป็นแบบบาร์บีคิวแนวตั้ง แต่ละร้านร้านเขาจะจะมีเตาแบบที่มีเหล็กความร้อนวางเป็นแนวตั้ง หน้าเหล็กความร้อนมีแกนแหลมๆสูงๆเอาไว้เสียบหมู หมูที่เขาใช้เป็นหมูหมักชิ้นขนาดสเต็ค เสียบทับลงไปไม่รู้กี่ชิ้น จากนั้นก็หมุนให้สุก เวลาสั่งไจโร คนขายเขาก็จะเอามีดไปปาดๆผิวของท่อนหมูมหึมาที่หมุนได้นี้ หล่นลงมาเป็นชิ้นเล็กๆ คลุกเคล้ากับน้ำมันจากหมูย่างที่หยดลงมา แล้วก็รวบรวมมายัดๆใส่ในพีต้า เบรด พับครึ่ง หั่นมะเขือเทศใส่ลงไปสองสามชิ้น ปาดโยเกิร์ตลงไป บางที่เขาจะเสียบเฟรนช์ฟรายส์มาให้ด้วยสองสามชิ้น ท่อนหมูที่เขาหมุนนั้นก็หมุนไปปาดขายไปได้ทั้งวัน ตามร้านไจโรทุกที่นอกจากไจโรแล้วเขาก็จะมีหมูย่างก้อนๆเสียบไม้เรียกว่า Suvlaki อ่านว่า ซูฟลากี ไม้หนึ่งมีหมูประมาณสี่ห้าก้อน จิ้มกินกับโยเกร์ต กินสองไม้ก็อิ่มแปร้
ระหว่างที่เดินไปไหนมาไหนฉันมักจะสังเกตป้ายตามทางเอาไว้เผื่อหลง เห็นว่าภาษากรีกอ่านไม่ค่อยยากเพราะมีตัวอักษรแบบภาษาอังกฤษอยู่หลายตัว บางชื่อก็พอเดาๆได้ แต่ที่ทำให้สับสนอยู่บ้างคือตัวอักษรบางตัวที่ต่างไปจากภาษาอังกฤษโดยสิ้นเชิง เช่นที่เห็นเขียนเป็นตัว B ภาษากรีกจะออกเสียงแบบ V ที่เห็นเป็นตัว ^ หรือวีคว่ำออกเสียงเป็นตัว L ส่วนที่เห็นตัว H ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจะต้องออกเสียงเป็นตัว I ที่เห็นเป็น X ออกเสียงเป็น H ที่เห็นเขียนตัว P แต่ออกเสียงแบบ R ส่วนที่ต้องออกเสียง P นั้นเขาใช้สัญลักษณ์ π (Phi) และที่ต้องออกเสียง D ใช้สัญลักษณ์ ∆ (Delta) เป็นต้น แรกๆก็มึนงงอยู่บ้างแต่สองสามวันก็เริ่มอ่านได้
จะว่าไปลักษณะเมืองเอเธนส์นี้ก็คล้ายๆกับกรุงเทพอยู่เหมือนกัน คล้ายตรงที่ว่ามีเมืองเก่าโบราณเป็นศูนย์รวมใจของผู้คน บ้านเรือนของคนธรรมดาส่วนมากเป็นตึกแถว เป็นแฟลตเล็กๆ ทางเท้าส่วนมากแคบๆ บางทีต้องเดินหลบท่อหรือขี้หมา มีหมาหลงแมวหลงเดินหนังย่นอยู่ตามซอกตึก มีร้านขายของชำ ร้านขายเนื้อสด ร้านซ่อมเสื้อผ้า แฟชั่น มินิมาร์ท ร้านขายอาหารตามตึกแถวข้างถนน ตั้งสลับกันไป ผู้คนก็อาศัยอยู่ในละแวกที่มีการค้าขายนี้ คนมีเงินมากก็อยู่ใกล้เมืองตึกเก่าๆสวยๆ เงินน้อยลงไปก็อยู่ไกลออกไปในละแวกตึกแถวโทรมๆ ในเมืองมีรถติด มีควันเหม็นไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไร และด้วยความที่เป็นเมืองท่องเที่ยว ผู้คนจึงมีใจใฝ่อดีตและอนุรักษ์มรดกที่บรรพบุรุษสร้างมา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับโจทย์เรื่องการมองไปข้างหน้าด้วย
ระบบการปกครองของกรีกนี้เป็นระบบคล้ายๆกับบ้านเราคือเป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หรือ Parliamentary ต่างกันตรงที่เขาเลิกมีกษัตริย์ไปนานแล้วและเป็นชาติที่เคยมีเชื้อสังคมนิยมเจือปนอยู่สูง เอมาน่วลพาไปดูตึกรัฐสภาใหญ่โตหรูหรา เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิค ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นพระราชวังของกษัตริย์ออตโตในสมัย ค.ศ. 1832 และมาเปลี่ยนเป็นระบอบรัฐสภาใน ค.ศ. 1911 ก็เมื่อประมาณเก้าสิบกว่าปีมานี้ นับดูแล้วเขาเป็นพี่เราประมาณยี่สิบกว่าปีในการใช้ระบอบประชาธิปไตย เอมาน่วลว่าถึงอย่างนั้นก็เถอะ คนที่นั่งอยู่ในรัฐสภาที่นี่ก็มีแต่พวกบ้องตื้นไม่ต่างกันทั้งนั้น ไม่เห็นมีใครอยากแก้ปัญหาคอรัปชั่นในกรีซกันจริงๆจังๆซักที
ระหว่างเดินกลับบ้านฉันถามเอมาน่วลว่าในเอเธนส์มีที่ไหนมีอนุสาวรีย์หรือชื่อถนนที่เขาตั้งเป็นเกียรติแก่ โสเครตีส อริสโตติ้ล หรือเพลโต้ ให้ไปดูไหม เอมาน่วลคิดอยู่นาน แล้วตอบขำๆว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นเลย พวกนักปรัชญานี้เขาถือเป็นพวกนอกรีต เขาไม่คิดเอามาเป็นเยี่ยงอย่างให้เด็กสมัยใหม่เดินตามหรอก ขืนทุกคนอยากเป็นอริสโตเติ้ลกันหมด บ้านเมืองก็แย่ซิ
นั่นสินะ ขืนทุกคนคิดเป็นหมดแล้วพวกบ้องตื้นที่เอมาน่วลพูดถึงจะยังคอรัปชั่นกันอยู่ได้ยังไง.
กรีซ 3
ตอน: ครีต
นั่งเรือจากเอเธนส์มาถึงเกาะครีต (Crete) ด้วยเวลาหนึ่งคืนเต็ม เรือเดินสมุทรนี้เขาใช้ส่งสินค้าไปยังประเทศต่างๆในยุโรปและเกาะต่างๆในกรีซ และมีส่วนที่แบ่งเป็นห้องให้ผู้โดยสารสูงถึงเก้าชั้น ห้องพักก็คล้ายๆกับรถห้องในตู้รถไฟชั้นหนึ่ง คือเป็นซอกแคบๆ เปิดเข้าไปก็มีเตียงสามเตียง (แคบๆแบบเตียงนักโทษ) สองเตียงขนาบกันซ้ายขวา ส่วนอีกเตียงยกลอยมีบันไดลิงให้ไต่ขึ้นลง ที่ดีกว่ารถไฟชั้นหนึ่งบ้านเราคือเขามีห้องน้ำด้วย อาบน้ำได้ มีสบู่ ผ้าเช็ดตัวให้ และมีตู้เก็บของเล็กๆเหมือนโรงแรม ลักษณะเรือนี้ก็คล้ายๆกับเรือไตตานิคที่เคยดูในหนัง แต่ไม่ถึงขนาดโบราณแบบมีหวูด มีควันออกมาเวลาแล่นไปอะไรแบบนั้น และที่สำคัญคือเขาไม่ให้ใครขึ้นไปยืนร้องเพลงที่หัวเรือเด็ดขาด
ช่วงคริสต์มาสนี้เรือเต็มเอี๊ยด เพราะคนในเอเธนส์ที่บ้านเดิมอยู่เกาะต่างก็กลับบ้านไปเจอครอบครัวกัน พวกที่จองตั๋ววินาทีสุดท้ายจะจ่ายค่าตั๋วครึ่งเดียวเพราะไม่ได้ห้องพัก ต้องเอาถุงนอนไปนอนกันตามโถง ตามริมทางเดิน ถ้ายังเป็นนักเรียนอยู่ก็ถือว่าผจญภัย สนุกดี แต่ถ้าแก่แล้วก็น่าจะถือว่าทรมาณสังขาร เพราะคนจะเดินผ่านไปมาตลอด กลางคืนก็จะนอนไม่หลับ ส่วนเราจองล่วงหน้าไว้นาน เลยไม่ต้องไปทรมาณสังขารกับเขา
บ้านเอมาน่วลอยู่ไม่ไกลจากฝั่งทะเลเท่าไรนัก ทะเลฝั่งนี้เรียกว่าทะเลครีต คือทะเลทางใต้ที่คั่นระหว่างเกาะครีตกับแผ่นดินใหญ่ที่เมืองเอเธนส์ตั้งอยู่ ถ้าไปทางขวาจากแผ่นดินใหญ่คือทะเลอีเจียน คั่นระหว่างกรีซแผ่นดินใหญ่กับตุรกี หากลงมาจากแผ่นดินใหญ่ลงมาทางใต้ เยื้องซ้ายหน่อยๆ คือทางแหลมสปาตาร์นี่เขาก็เรียกว่าเมดิเตอเรเนียน คั่นระหว่างอิตาลี กรีซ อียิปต์ อิสราเอล ฯลฯ รวมๆแล้วเมดิเตอเรเนียนก็คือทะเลที่คั่นระหว่างยุโรปกับอาฟริกาและเอเซียไมเนอร์นั่นเอง
เกาะครีตเป็นเกาะใหญ่ที่ก็ยังมีความเป็นเมืองอยู่สูง คงคล้ายๆภูเก็ต คือมีแหล่งชอปปิ้งให้จับจ่าย ซื้อของ และก็มีเขตอนุรักษ์ เมืองเก่าเมืองแก่ ตามสภาพภูมิประเทศภูมิอากาศ ครีตไม่เคยหนาวถึงขนาดมีหิมะตก แต่ก็มีเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดปีแบบภูเขาไฟฟูจี แต่ใหญ่และยาวกว่ามาก เขตบ้านเอมาน่วลเรียกว่าฮานย่า (Hania) เป็นเมืองหน้าด่านของเกาะที่มีประวัติศาสตร์การสู้รบยาวนาน มีเขตเมืองเก่าที่ตั้งอยู่ในกำแพงเมืองแบบโบราณ กำแพงนี้เป็นกำแพงอิฐที่ถึงตอนนี้ก็ทรุดโทรมลง แต่บ้านเขตในเขายังคงซ่อมแซมให้คนเข้าไปอยู่ บ้านในเขตกำแพงเมืองนี้ส่วนมากเป็นตึกสองชั้นหลังเล็กๆแคบๆ มีถนนแคบๆลัดเลี้ยวขึ้นลง ถ้าคนไม่รู้จักก็อาจเดินหลงได้ง่ายเพราะเขาไม่มีชื่อถนนติดบอก ถนนในเขตนี้รถยนต์เข้าไม่ได้ ต้องเดินเท้าหรือไม่ก็ต้องใช้จักรยานสถานเดียว สถาปัตยกรรมบ้านเรือนในเขตกำแพงเมืองส่วนมากเป็นแบบเวนิเชียน (Venetian) ชื่อนี้มาจากชื่อเมืองเวนิสที่แต่ก่อนใช้เรียกดินแดนแถบทางใต้ของยุโรปในสมัยศตวรรษที่ 16 ซึ่งตอนนี้ก็คือประเทศอิตาลี หากใครเคยอ่านเรื่องเวนิสวานิชคงพอจะเข้าใจ ตึกบางแห่งก็เป็นแบบอิสลาม มีโรงอาบน้ำแบบ เตอร์กิช บาธ (Turkish Bath) ให้เห็นบ้าง แต่ตอนนี้ก็ได้กลายเป้นร้านรวงไปหมดแล้ว
เขตไหนที่สวยจัดๆก็มักกลายเป็นร้านอาหาร โรงแรมและคาเฟ่กันเกือบหมด ส่วนที่เป็นบ้านคนก็จะหลบไปตามหลืบ บ้านหลายหลังที่เก่าโทรมมากต้องรื้อทิ้งสถานเดียว ทางการเขาก็ขอให้เก็บหน้าจั่ว บานหน้าต่าง และบานประตูทางเข้าที่เป็นเอกลักษณ์เดิมไว้ ส่วนข้างในจะทุบทิ้งสร้างใหม่เป็นแบบไหนนั้นจะอย่างไรก็ได้
กำแพงเมืองเก่าก็บอกเรื่องราวของยุทธศาสตร์การสู้รบได้ดีนัก กำแพงเมืองนี้มีสองชั้น ชั้นนอกเอาไว้กันศัตรูจากภายนอก ชั้นที่สองเอาไว้ล่อศัตรูให้ติดกับ ตัวกำแพงสร้างเป็นแนวโค้งไม่มีการหักมุม เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูแอบหลบซ่อน เมื่อเดินลึกเข้ามาระหว่างกำแพงสองชั้นนี้ ก็เห็นว่ายิ่งใกล้ทางเข้าเมืองทางเดินก็ยิ่งแคบลงๆ เอมาน่วลบอกว่าทางที่แคบลงนี้เป็นกับดัก ทางที่แคบลงๆทำให้มีที่วิ่งหนีน้อย ปืนที่จ้องอยู่จากกำแพงชั้นในก็เล็งได้ง่าย ยิงสะดวกไม่เปลืองแรง เหมือนเล็งหมูในอวยยังไงยังงั้น!
กลับออกมานอกเขตเมืองเก่า เลยย่านช้อปปิ้งมาหน่อยมีตลาดใหญ่แบบมีหลังคา ดูก็คล้ายๆหัวลำโพงผสมกับกาดหลวงของเชียงใหม่ คือตัวตึกเป็นปูนตกแต่งแบบโบราณ แต่มีฟังก์ชั่นเป็นตลาดสด อายุเกือบร้อยปีแล้ว ในตลาดมีผักปลาชนิดต่างๆขาย มีหมู เนื้อแกะ เนื้อกระต่าย แขวนห้อยกันเป็นพวง ของแห้งเขาก็มีพวกปลาแห้ง ชีส น้ำมันมะกอก สบู่ และเหล้าอูโซ่ (Ouzo) น้ำอมฤตใสสนิท มีรสและกลิ่นหวานฉุน สรรพคุณก็น้องๆว้อดก้า บางร้านการตลาดจัดก็เอาเหล้ามาใส่ขวดที่รูปเหมือนวิหารพาเธนอน เอาไว้ขายนักท่องเที่ยวตาตื่น มองไปก็น่าเอ็นดูดีเหมือนกัน คล้ายๆกับในเมืองไทยที่มีพัดเพ้นท์เป็นรูปชนบทเอาไว้ขายนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้จะซื้ออะไรเป็นที่ระลึกอย่างนั้นเลย
ไกด์ผีเอมาน่วลเล่าให้ฟังว่า เกาะครีตนี้มีวัฒนธรรมหลากหลายทับถมอยู่ เนื่องมาจากที่เป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับการเกษตร และภูมิประเทศก็เหมาะแก่การตั้งอาณาจักร มีเทือกเขาสูงบังที่ราบกว้าง มีทะเลล้อม ใครมีอำนาจก็อยากได้ครอบครอง ฉะนั้นจึงมีหลักฐานมากมาย (ท่วมหัว) ว่าในอดีตนั้นมีใครต่อใครมาตั้งอาณาจักรไว้ แล้วก็โดนใครต่อใครแย่งชิง แล้วใครต่อใครก็มาสร้างเมิองทับ เป็นเช่นนี้อยู่นับครั้งไม่ถ้วน
ความศรีวิไลของอาณาจักรบนเกาะครีตนี้มีมาตั้งแต่สมัยยุคหินใหม่ (Neolitic period) คือราวๆ 2400 กว่าปีก่อนคริสตกาล ก็คือประมาณ 5400 กว่าปีมาแล้ว ถ้าเทียบก็ประมาณยุคบ้านเชียงหรือเก่ากว่า มีการขุดพบพระราชวัง คโนโซส (Knosos) ของกษัตริย์ มิโนส (Minos) ผู้ครองอาณาจักร มิโนน (Minoan) พระราชวังคโนโซสนี้ ว่ากันว่าเป็นพระราชวังที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยขุดพบมาในทวีปยุโรป ไกด์ผีเอมาน่วลบอกว่าอาณาจักรมิโนนเป็นอาณาจักรที่มีกองทหารที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น นอกจากมีกลยุทธ์ในการป้องกันเมืองอย่างแยบยลแล้ว ทหารหนุ่มๆก็ฉกรรจ์เหลือหลาย มีเกมส์อันหนึ่งที่เขานิยมกันในสมัยนั้น คือการขี่วัวผาดโผน วัวคึกๆกำลังตกมันนี้แล มาแหย่ให้ตระหนก ไอ้หนุ่มน้อยเขย่งเก็งก็อย ตีลังกาขี่ ขาชี้ฟ้า ถือว่าเป็นความมาดแมนประดุจเฮอคิวลิส เป็นเอ็นเตอร์เทนเม้นท์เฉพาะในสำนักพระราชวัง ยังมีภาพวาดผนังเหลือไว้เป็นหลักฐานให้ดูในมิวเซียม
ตัวพระราชวังคโนโซสนี้ มีบางส่วนที่เติมต่อบูรณะขึ้นเพื่อพอให้เห็นรูปร่าง แต่โดยรวมก้คือซากปรักหักพังที่เหลือแต่ตอ แต่กระนั้นก็เห็นว่าซับซ้อนมาก มีหลายชั้นวนเวียน มีโรงเก็บข้าวเก็บพืชผลเป็นส่วนๆ มีท้องพระโรง มีห้องเก็บศพ โรงฝึกงานช่างต่างๆ เช่นงานปั้นดิน งานเหล็ก ทางขึ้นลงซับซ้อนสมดังคำเล่ากล่าวเรื่องกลยุทธ์ในการป้องกันเมือง
จากยุคอาณาจักรมิโนนนี้ก็เข้าสู่ยุคโรมัน แล้วก็ไบแซนทีน เวนิเชียน เติร์ก และกรีกปัจจุบันตามลำดับ รวมก็หลายพันปี เล่าหมดไม่ไหวเพราะความรู้ไม่พอ รู้แต่ว่าหลักฐานของอดีตที่นี่ชวนให้จินตนาการนั้นพรึงเพริด
ระหว่างนั่งรถชมวิวนอกเมืองก็เห็นสวนมะกอกใบระยิบเป็นทิวทุ่ง เห็นโบสถ์ไบแซนทีนสมัยเก่าตั้งสงบเสงี่ยมกลางสวนส้ม นึกในใจว่าภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้เป็นสิ่งเดียวกับที่คนเมื่อหลายพันปีที่แล้วมองเห็น หนึ่งชีวิตของเรานับดูแล้วก็เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของเวลาที่ผ่านมาเท่านั้นเอง.
นั่งเรือจากเอเธนส์มาถึงเกาะครีต (Crete) ด้วยเวลาหนึ่งคืนเต็ม เรือเดินสมุทรนี้เขาใช้ส่งสินค้าไปยังประเทศต่างๆในยุโรปและเกาะต่างๆในกรีซ และมีส่วนที่แบ่งเป็นห้องให้ผู้โดยสารสูงถึงเก้าชั้น ห้องพักก็คล้ายๆกับรถห้องในตู้รถไฟชั้นหนึ่ง คือเป็นซอกแคบๆ เปิดเข้าไปก็มีเตียงสามเตียง (แคบๆแบบเตียงนักโทษ) สองเตียงขนาบกันซ้ายขวา ส่วนอีกเตียงยกลอยมีบันไดลิงให้ไต่ขึ้นลง ที่ดีกว่ารถไฟชั้นหนึ่งบ้านเราคือเขามีห้องน้ำด้วย อาบน้ำได้ มีสบู่ ผ้าเช็ดตัวให้ และมีตู้เก็บของเล็กๆเหมือนโรงแรม ลักษณะเรือนี้ก็คล้ายๆกับเรือไตตานิคที่เคยดูในหนัง แต่ไม่ถึงขนาดโบราณแบบมีหวูด มีควันออกมาเวลาแล่นไปอะไรแบบนั้น และที่สำคัญคือเขาไม่ให้ใครขึ้นไปยืนร้องเพลงที่หัวเรือเด็ดขาด
ช่วงคริสต์มาสนี้เรือเต็มเอี๊ยด เพราะคนในเอเธนส์ที่บ้านเดิมอยู่เกาะต่างก็กลับบ้านไปเจอครอบครัวกัน พวกที่จองตั๋ววินาทีสุดท้ายจะจ่ายค่าตั๋วครึ่งเดียวเพราะไม่ได้ห้องพัก ต้องเอาถุงนอนไปนอนกันตามโถง ตามริมทางเดิน ถ้ายังเป็นนักเรียนอยู่ก็ถือว่าผจญภัย สนุกดี แต่ถ้าแก่แล้วก็น่าจะถือว่าทรมาณสังขาร เพราะคนจะเดินผ่านไปมาตลอด กลางคืนก็จะนอนไม่หลับ ส่วนเราจองล่วงหน้าไว้นาน เลยไม่ต้องไปทรมาณสังขารกับเขา
บ้านเอมาน่วลอยู่ไม่ไกลจากฝั่งทะเลเท่าไรนัก ทะเลฝั่งนี้เรียกว่าทะเลครีต คือทะเลทางใต้ที่คั่นระหว่างเกาะครีตกับแผ่นดินใหญ่ที่เมืองเอเธนส์ตั้งอยู่ ถ้าไปทางขวาจากแผ่นดินใหญ่คือทะเลอีเจียน คั่นระหว่างกรีซแผ่นดินใหญ่กับตุรกี หากลงมาจากแผ่นดินใหญ่ลงมาทางใต้ เยื้องซ้ายหน่อยๆ คือทางแหลมสปาตาร์นี่เขาก็เรียกว่าเมดิเตอเรเนียน คั่นระหว่างอิตาลี กรีซ อียิปต์ อิสราเอล ฯลฯ รวมๆแล้วเมดิเตอเรเนียนก็คือทะเลที่คั่นระหว่างยุโรปกับอาฟริกาและเอเซียไมเนอร์นั่นเอง
เกาะครีตเป็นเกาะใหญ่ที่ก็ยังมีความเป็นเมืองอยู่สูง คงคล้ายๆภูเก็ต คือมีแหล่งชอปปิ้งให้จับจ่าย ซื้อของ และก็มีเขตอนุรักษ์ เมืองเก่าเมืองแก่ ตามสภาพภูมิประเทศภูมิอากาศ ครีตไม่เคยหนาวถึงขนาดมีหิมะตก แต่ก็มีเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมตลอดปีแบบภูเขาไฟฟูจี แต่ใหญ่และยาวกว่ามาก เขตบ้านเอมาน่วลเรียกว่าฮานย่า (Hania) เป็นเมืองหน้าด่านของเกาะที่มีประวัติศาสตร์การสู้รบยาวนาน มีเขตเมืองเก่าที่ตั้งอยู่ในกำแพงเมืองแบบโบราณ กำแพงนี้เป็นกำแพงอิฐที่ถึงตอนนี้ก็ทรุดโทรมลง แต่บ้านเขตในเขายังคงซ่อมแซมให้คนเข้าไปอยู่ บ้านในเขตกำแพงเมืองนี้ส่วนมากเป็นตึกสองชั้นหลังเล็กๆแคบๆ มีถนนแคบๆลัดเลี้ยวขึ้นลง ถ้าคนไม่รู้จักก็อาจเดินหลงได้ง่ายเพราะเขาไม่มีชื่อถนนติดบอก ถนนในเขตนี้รถยนต์เข้าไม่ได้ ต้องเดินเท้าหรือไม่ก็ต้องใช้จักรยานสถานเดียว สถาปัตยกรรมบ้านเรือนในเขตกำแพงเมืองส่วนมากเป็นแบบเวนิเชียน (Venetian) ชื่อนี้มาจากชื่อเมืองเวนิสที่แต่ก่อนใช้เรียกดินแดนแถบทางใต้ของยุโรปในสมัยศตวรรษที่ 16 ซึ่งตอนนี้ก็คือประเทศอิตาลี หากใครเคยอ่านเรื่องเวนิสวานิชคงพอจะเข้าใจ ตึกบางแห่งก็เป็นแบบอิสลาม มีโรงอาบน้ำแบบ เตอร์กิช บาธ (Turkish Bath) ให้เห็นบ้าง แต่ตอนนี้ก็ได้กลายเป้นร้านรวงไปหมดแล้ว
เขตไหนที่สวยจัดๆก็มักกลายเป็นร้านอาหาร โรงแรมและคาเฟ่กันเกือบหมด ส่วนที่เป็นบ้านคนก็จะหลบไปตามหลืบ บ้านหลายหลังที่เก่าโทรมมากต้องรื้อทิ้งสถานเดียว ทางการเขาก็ขอให้เก็บหน้าจั่ว บานหน้าต่าง และบานประตูทางเข้าที่เป็นเอกลักษณ์เดิมไว้ ส่วนข้างในจะทุบทิ้งสร้างใหม่เป็นแบบไหนนั้นจะอย่างไรก็ได้
กำแพงเมืองเก่าก็บอกเรื่องราวของยุทธศาสตร์การสู้รบได้ดีนัก กำแพงเมืองนี้มีสองชั้น ชั้นนอกเอาไว้กันศัตรูจากภายนอก ชั้นที่สองเอาไว้ล่อศัตรูให้ติดกับ ตัวกำแพงสร้างเป็นแนวโค้งไม่มีการหักมุม เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูแอบหลบซ่อน เมื่อเดินลึกเข้ามาระหว่างกำแพงสองชั้นนี้ ก็เห็นว่ายิ่งใกล้ทางเข้าเมืองทางเดินก็ยิ่งแคบลงๆ เอมาน่วลบอกว่าทางที่แคบลงนี้เป็นกับดัก ทางที่แคบลงๆทำให้มีที่วิ่งหนีน้อย ปืนที่จ้องอยู่จากกำแพงชั้นในก็เล็งได้ง่าย ยิงสะดวกไม่เปลืองแรง เหมือนเล็งหมูในอวยยังไงยังงั้น!
กลับออกมานอกเขตเมืองเก่า เลยย่านช้อปปิ้งมาหน่อยมีตลาดใหญ่แบบมีหลังคา ดูก็คล้ายๆหัวลำโพงผสมกับกาดหลวงของเชียงใหม่ คือตัวตึกเป็นปูนตกแต่งแบบโบราณ แต่มีฟังก์ชั่นเป็นตลาดสด อายุเกือบร้อยปีแล้ว ในตลาดมีผักปลาชนิดต่างๆขาย มีหมู เนื้อแกะ เนื้อกระต่าย แขวนห้อยกันเป็นพวง ของแห้งเขาก็มีพวกปลาแห้ง ชีส น้ำมันมะกอก สบู่ และเหล้าอูโซ่ (Ouzo) น้ำอมฤตใสสนิท มีรสและกลิ่นหวานฉุน สรรพคุณก็น้องๆว้อดก้า บางร้านการตลาดจัดก็เอาเหล้ามาใส่ขวดที่รูปเหมือนวิหารพาเธนอน เอาไว้ขายนักท่องเที่ยวตาตื่น มองไปก็น่าเอ็นดูดีเหมือนกัน คล้ายๆกับในเมืองไทยที่มีพัดเพ้นท์เป็นรูปชนบทเอาไว้ขายนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้จะซื้ออะไรเป็นที่ระลึกอย่างนั้นเลย
ไกด์ผีเอมาน่วลเล่าให้ฟังว่า เกาะครีตนี้มีวัฒนธรรมหลากหลายทับถมอยู่ เนื่องมาจากที่เป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับการเกษตร และภูมิประเทศก็เหมาะแก่การตั้งอาณาจักร มีเทือกเขาสูงบังที่ราบกว้าง มีทะเลล้อม ใครมีอำนาจก็อยากได้ครอบครอง ฉะนั้นจึงมีหลักฐานมากมาย (ท่วมหัว) ว่าในอดีตนั้นมีใครต่อใครมาตั้งอาณาจักรไว้ แล้วก็โดนใครต่อใครแย่งชิง แล้วใครต่อใครก็มาสร้างเมิองทับ เป็นเช่นนี้อยู่นับครั้งไม่ถ้วน
ความศรีวิไลของอาณาจักรบนเกาะครีตนี้มีมาตั้งแต่สมัยยุคหินใหม่ (Neolitic period) คือราวๆ 2400 กว่าปีก่อนคริสตกาล ก็คือประมาณ 5400 กว่าปีมาแล้ว ถ้าเทียบก็ประมาณยุคบ้านเชียงหรือเก่ากว่า มีการขุดพบพระราชวัง คโนโซส (Knosos) ของกษัตริย์ มิโนส (Minos) ผู้ครองอาณาจักร มิโนน (Minoan) พระราชวังคโนโซสนี้ ว่ากันว่าเป็นพระราชวังที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยขุดพบมาในทวีปยุโรป ไกด์ผีเอมาน่วลบอกว่าอาณาจักรมิโนนเป็นอาณาจักรที่มีกองทหารที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น นอกจากมีกลยุทธ์ในการป้องกันเมืองอย่างแยบยลแล้ว ทหารหนุ่มๆก็ฉกรรจ์เหลือหลาย มีเกมส์อันหนึ่งที่เขานิยมกันในสมัยนั้น คือการขี่วัวผาดโผน วัวคึกๆกำลังตกมันนี้แล มาแหย่ให้ตระหนก ไอ้หนุ่มน้อยเขย่งเก็งก็อย ตีลังกาขี่ ขาชี้ฟ้า ถือว่าเป็นความมาดแมนประดุจเฮอคิวลิส เป็นเอ็นเตอร์เทนเม้นท์เฉพาะในสำนักพระราชวัง ยังมีภาพวาดผนังเหลือไว้เป็นหลักฐานให้ดูในมิวเซียม
ตัวพระราชวังคโนโซสนี้ มีบางส่วนที่เติมต่อบูรณะขึ้นเพื่อพอให้เห็นรูปร่าง แต่โดยรวมก้คือซากปรักหักพังที่เหลือแต่ตอ แต่กระนั้นก็เห็นว่าซับซ้อนมาก มีหลายชั้นวนเวียน มีโรงเก็บข้าวเก็บพืชผลเป็นส่วนๆ มีท้องพระโรง มีห้องเก็บศพ โรงฝึกงานช่างต่างๆ เช่นงานปั้นดิน งานเหล็ก ทางขึ้นลงซับซ้อนสมดังคำเล่ากล่าวเรื่องกลยุทธ์ในการป้องกันเมือง
จากยุคอาณาจักรมิโนนนี้ก็เข้าสู่ยุคโรมัน แล้วก็ไบแซนทีน เวนิเชียน เติร์ก และกรีกปัจจุบันตามลำดับ รวมก็หลายพันปี เล่าหมดไม่ไหวเพราะความรู้ไม่พอ รู้แต่ว่าหลักฐานของอดีตที่นี่ชวนให้จินตนาการนั้นพรึงเพริด
ระหว่างนั่งรถชมวิวนอกเมืองก็เห็นสวนมะกอกใบระยิบเป็นทิวทุ่ง เห็นโบสถ์ไบแซนทีนสมัยเก่าตั้งสงบเสงี่ยมกลางสวนส้ม นึกในใจว่าภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้เป็นสิ่งเดียวกับที่คนเมื่อหลายพันปีที่แล้วมองเห็น หนึ่งชีวิตของเรานับดูแล้วก็เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของเวลาที่ผ่านมาเท่านั้นเอง.
Monday, November 28, 2005
นักคิด




โดย ส.
สองสามอาทิตย์นี้มา ฉันกำลังสนใจเรื่องการคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ Product Design เจอบทสัมภาษณ์ดีไซน์เนอร์จากบริษัทหนึ่ง น่าสนใจดี ดีไซน์เนอร์เล่าถึงแรงบันดาลใจแรกๆที่ทำให้อยากเป็นนักออกแบบ ดีไซน์เนอร์คนนี้บอกว่าสมัยเป็นนักเรียนอยู่โรงเรียนมัธยม ทำงานขับรถสกู๊ตเตอร์ลุยหิมะไปส่งหนังสือพิมพ์ทุกเช้า รถลุยหิมะนี้ใช้ลำบากมาก เพราะมันหนัก แล่นไปก็ส่งเสียงหนวกหู แถมมีควันเหม็น เขาคิดว่ามันน่าจะดีกว่านี้ได้ เลยมานั่งลองคิดลองออกแบบดู เห็นว่าเข้าท่าดี ก็ส่งแบบไปยังบริษัทที่ผลิตเครื่องลุยหิมะนี้ หลายอาทิตย์ผ่านไป บริษัทตอบปฏิเสธกลับมาอย่างสุภาพ ส่งแคทตาล็อกสินค้ามาให้ แถมเสื้อยืด เสื้อแจ๊กเก็ตมาให้
เขาไม่ย่อท้อ เอาแบบมาแก้ไขอีก แล้วทำโมเดลดู เขียนแบบสำหรับการผลิต คิดแคมเปญโฆษณา แล้วเอาไปโชว์ให้บริษัทออกแบบผลิตภัณฑ์ดู บริษัทไม่ได้เอาผลงานเขามาคิดต่อ แต่กลับรับเขาเป็นพนักงานฝึกงาน เขาฝึกงานที่นั่นเรื่อยมาจนมั่นใจว่าตัวเองเป็นดีไซน์เนอร์จริงๆได้ หลังจากจบมหาวิยาลัย บริษัทก็จ้างเป็นดีไซน์เนอร์ประจำ
ฉันอ่านแล้วชอบใจในธรรมชาติกล้าคิดกล้าทำของเด็กที่ตอนหลังมาเป็นดีไซน์เนอร์คนนี้ เอาบทสัมภาษณ์นี้ไปเล่าให้ลีฟัง ลีหัวเราะแล้วบอกว่าตอนเขาเด็กๆ อายุสิบขวบเขาก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน บอกว่าตอนเด็กชอบออกไปดักสัตว์เล่น แต่เครื่องดักที่ซื้อมาไม่ค่อยดี เพราะอุปกรณ์ดักจากร้านทำจากเชือก ทำให้สัตว์แทะแล้วหนีออกไปได้ ลีมานั่งออกแบบใหม่เสียเท่ เปลี่ยนวัสดุให้เป็นเหล็ก แล้วก็ส่งจดหมาย พร้อมแบบ ใส่ซองติดแสตมป์ไปยังบริษัทขายเครื่องดักสัตว์นี้ คิดตามประสาเด็กซื่อๆว่าบริษัทน่าจะพัฒนาสินค้าตามความคิดนี้ ไม่ได้คิดหวังจะขายไอเดีย หรือต้องการชื่อเสียงอะไรอย่างที่ผู้ใหญ่คิด สองสามอาทิตย์ถัดมา บริษัทตอบมาแบบสุภาพเหมือนกัน บอกว่าขอบคุณ แต่แบบจะเอามาทำไม่ได้เพราะเขามีเงื่อนไขเรื่องลิขสิทธิ์ เรื่องซับซ้อนที่ลีอายุสิบขวบไม่เข้าใจ จำได้แต่ว่าบทสรุปก็คือว่าเขาบอกว่าขอบคุณ แต่ไม่เอา
ว๊าว... ฉันทึ่งสังคมนี้จัง ไม่ได้ทึ่งตรงที่ว่าความคิดที่เสนอได้รับเลือกหรือไม่ได้รับเลือก แต่ทึ่งที่คนเชื่อมั่นในเสรีภาพว่าเขาทำได้ เพราะเสรีภาพในการเสนอความคิดเป็นส่วนประกอบของชีวิตอย่างที่ไม่ต้องมีใครตั้งคำถามนี่เอง คนถึงได้มีความกล้าที่จะผลักดันประสิทธิภาพของตัวเอง ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่คนๆนั้นจะจินตนาการไปได้ โดยไม่หวั่นระแวงเรื่องความเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ความคิดดีๆนั้นกลั่นมาจากสมองอันบริสุทธิ์ ที่ไม่มีเรื่องคุณวุฒิวัยวุฒิเป็นเครื่องกีดขวาง
คนกล้าทำ เริ่มมาจากคนกล้าคิด คนกล้าคิด เพราะคนมีอิสระในการคิด คนมีอิสระในการคิด เพราะสังคมสนับสนุนให้คนเสนอความคิด และที่สังคมสนับสนุนให้คนเสนอความคิด ก็ย้อนกลับมาที่เพราะคนแต่ละคนเห็นความสำคัญของความคิดของแต่ละคน นี่แหละกระมังที่เป็นเหตุผลว่าทำไม "freedom of individuals" คือคุณค่าที่เขาตั้งไว้ให้เลิศเลอนัก เพราะ freedom นี้เองที่นำอิสระทางความคิดมาสู่การพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติที่แท้ของมนุษย์.
Tuesday, November 15, 2005
พัก

โดย ส.
ฉันป่วย
ไข้หวัดมันรุมเร้า ให้ร่างกายมันปวดและปวกเปียก ลุกไม่ขึ้น จากที่ปู้ยี่ปู้ยำร่างกายด้วยงานดึกดื่น ไม่หลับไม่นอนมาหลายอาทิตย์ วันนี้ก็ถึงแก่การล้มหมอนนอนเสื่อ
เช้านี้มีงานที่ออฟฟิศรออยู่ กำลังเข้าขั้นเดทไลน์ แต่ก็ช่างมันเถิด ปล่อยให้มันรออยู่อย่างนั้น...
ขลุกขลักๆ ควานหากระปุกยาที่ลิ้นชักหัวเตียง ฉันกระดืบตัวขึ้นจากผ้าห่มช้าๆ เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำ กระดกเม็ดยาเข้าปาก กลืนน้ำตาม ปล่อยให้ทั้งยาและน้ำไหลระเรื่อยลงคอ แล้วก็สอดตัวกลับเข้าที่นอน ปล่อยตัวให้จมอยู่อย่างนั้น โลกจะวุ่นวายขนาดไหน ปล่อยให้มันเป็นไป ปล่อยยามันออกฤทธิ์ สำแดง กำราบ รู้สึกลมหายใจเข้าออกเป็นเพียงผะแผ่ว
หมอนและที่นอนกำลังดูดฉันละลายลงไปช้าๆ
...
ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง รู้สึกว่าความปวดหายไป มองดูนาฬิกาเห็นว่าบ่ายคล้อยแล้ว แต่แขนขายังซึมกะทืออยู่ ฉันขยับปลายเท้าและนิ้วมือเพื่อเรียกกำลังวังชา แล้วก็ขืนใจเอนหลังลุกขึ้น รู้สึกว่าปอดหายใจเอาลมเข้าได้มากกว่าเดิม ฉันสูดอากาศเย็นๆในห้องเข้าไปอีก ท่ามกลางความเอื่อยเฉื่อยนี้ จิตใจมันมู่ทู่ สมองปฏิบัติการได้เชื่องช้าเสียเหลือเกิน
ฉันเปิดน้ำร้อนอาบ ปล่อยให้น้ำอุ่นเป็นควันไหลบ่าออกมาละลายความซึมกะทือออก ขยับตัวยืดหดให้กล้ามเนื้อทื่อๆกลับมายึดหยุ่นดังเดิม บิดตัวซ้าย บิดตัวขวา ขยับขา ชูแขน เงยหน้าขึ้นแช่อยู่อย่างนั้นชั่วครู่ แล้วฉันก็หมุนก๊อกให้น้ำเย็นไหลมาแทนที่ จากความอุ่นที่เชื่องช้า ก็กลายเป็นความเย็นที่เย็นขึ้นๆไหลมาปะทะผิว ที่นี้เย็นราวกับน้ำที่ไหลออกมาจากตู้เย็น กล้ามเนื้อและผิวกายซู่ขึ้นมาทันใด ฉันหายใจเอาอากาศสดๆจากความเย็นนี้จนสุดปอด จากนั้นก็ปิดก๊อก
...
ฟ้าเริ่มมืดลง ฉันเดินออกมาจากซอย ผ่านคนงานซ่อมถนนที่กำลังเก็บข้าวของเครื่องมือเตรียมกลับบ้าน รู้สึกโล่งเหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้ายของโลก เดินมาถึงตึกหัวมุมที่มีโรงเรียนสอนโยคะ คิดในใจ วันนี้รู้สึกเหมือนไร้กาลเวลา
ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ขยับเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกาย ชั่วโมงผ่านไป เลือดไหลเวียนทั่ว ภาวะไร้กาลเวลานี้ ฉันรู้สึกถึงชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนังของตัวเอง สังเกตได้ตั้งแต่ปลายนิ้วเท้า ไปจนถึงหนังหัว ดูเหมือนโยคะจะบอกให้รู้หมด ว่าส่วนไหนของร่างกายที่สว่างแจ่มใส และส่วนไหนที่ยังอ่อนปวกเปียก หรือส่วนที่เราละเลย
อาจารย์เขมานันทะเคยเล่าให้ฟังว่า ไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลแล้วบอกเพื่อนว่า "ขอให้ป่วยให้สบายนะ" ตอนนั้นฉันฟังแล้วก็สงสัยในใจ อาจารย์พูดอะไร คนป่วยอยู่ มันจะไปสบายได้อย่างไร ถึงวันนี้ ได้ป่วยอยู่คนเดียว ได้สำรวจลมหายใจอยู่คนเดียว สำรวจการเคลื่อนไหวของพลังงานในร่างกายนี้อย่างใกล้ๆ คนเดียว แล้วใจก็สว่างขึ้นมา เข้าใจว่า "ป่วยให้สบาย" ที่อาจารย์เคยพูดถึงก็คือ การพักโลกที่เราไปคิดไปวุ่นวายอยู่ กลับมาสู่ร่างกาย อยู่กับลมหายใจ อยู่กับขณะนี้ ในโลกที่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าลมหายใจ นั่นละคือความ "สบาย"
ฟ้ามืดสนิทแล้ว ฉันเดินกลับบ้าน หัวใจส่องสว่าง.
Sunday, November 13, 2005
วันบุญ

โดย ส.
ตั้งแต่อยู่ไกลบ้านเฮามาหลายปี ไม่ค่อยได้มีโอกาสสัมผัสวัฒนธรรมและจิตใจแบบชาวพุทธเท่าไรนัก วันนี้ถือเป็นวันบุญกุศล ได้เข้าฟัง องค์ดาไล ลามะ ตัวเป็นๆ พูดโปรโมตสันติภาพ (peace) และเมตตาธรรม (compassion)
งานนี้จัดที่สเตเดี้ยมที่ปกติเขาใช้จัดงานร๊อคคอนเสิร์ต ไม่ก็เชียร์บอล หรืออะไรอื่นๆที่เป็นป๊อปคัลเจอร์ งานนี้ ฮิส โฮลี่เนส ดาไล ลามะ ท่านมาแปลก เจาะกลุ่มป๊อป
คนมาเข้าฟังงานนี้เยอะมาก เขาว่าถึงหมื่นหกพันคน ฉันกับลีมาซื้อบัตรวินาทีสุดท้าย (ตามเคย) สังเกตเห็นว่ากลุ่มคนที่มาฟังส่วนมากอายุประมาณ ยี่สิบกว่า ถึงสามสิบ สี่สิบ อืมม์ คนรุ่นใหม่นี่มีใจกว้างขวางดี สนใจ เวิลด์ อิชชู (world issues) ถึงว่าเพราะคนกลุ่มนี้สนใจฟังเรื่องสันติภาพกันมาก เขาเลยเลือกสถานที่จัดให้มันร๊อคสุดขีด เห็นหลายคนที่มาฟังแต่งแฟชั่นแบบทิเบ๊ต..ทิเบต... ไม่แดงเลือดหมู ก็เหลืองขมิ้น ใครมีย่ามเยิ่มอะไรดูทิเบต ดูเอเชีย ก็ควักออกมาโชว์สปิริตกันในงาน เห็นคนทิเบตที่มาฟังแต่งชุดประจำชาติก็เยอะ งานนี้เรียกว่ามีสีสันมาก
เข้ามาถึงในสเตเดี้ยม โอ้โห กว้างเหลือเกิน ฮอลล์ใหญ่ราวท้องสนามหลวง แถวเก้าอี้นั่งเรียงถัดสูงขึ้นไปถึงขนาดตึกสี่ชั้น มองลงมาจากแถวที่นั่ง เห็นคนบนเวทีเหลือตัวเล็กเท่ามด จากเวทีมา ตรงกลางสเตเดี้ยมมีก้อนลูกเต๋ายักษ์บรรจุจอทีวีสี่ด้าน ฉายภาพโคลส-อัพ เผื่อคนซื้อตั๋วราคาถูกอย่างเรา จะได้ไม่ต้องเพ่งองค์ท่่านให้ปวดตา
งานนี้เปิดด้วยมีนักการเมืองจากแคลิฟอร์เนียออกมาพูดเกริ่น พูดอยู่นานจนรู้สึกเริ่มเสียดายตังค์ค่าตั๋ว (ไม่ใช่ถูกๆนา...) จนที่สุดยายนั่นก็พูดจบ แล้วองค์ดาไล ลามะ ก็ค่อยเดินออกมา ถึงตอนนี้คนหมื่นกว่าคนในสเตเดี้ยม ก็พร้อมใจกันยืนขึ้นปรบมือ องค์ท่านพนมมือไหว้ไปรอบๆ หลายคนพนมมือไหว้รับ ชื่นใจเราจริงๆ ไม่เคยได้สัมผัสกับผู้นำชาวพุทธที่มีอิทธิพลต่อจิตใจชาวโลกแบบกว้างขวางแบบนี้มาก่อน แหม น้ำตามันเอ่อออกมาซะ
คนทิเบตเขามีการต้อนรับกันโดยวิธีไหว้พร้อมกับเอาหัวโขกกันเบาๆ เห็นองค์ดาไล ลามะพนมมือไหว้ที่อกแล้วเอาหัวของท่านไปโขกกับนักการเมืองคนที่พูดเกริ่นนั้น แนวว่ามิตรภาพเริ่มจากหัว... สัญญาพนมอยู่ที่ใจ
แล้วท่านก็เอาผ้าขาวมาคล้องรับขวัญคนบนเวที คนพวกนี้เป็นคนพื้นเมืองจากแถวเทือกเขาหิมาลัย คนทิเบต คนภูฐาน คนเนปาล เทิร์กกิสถาน และอื่นๆที่จำชื่อไม่ได้ คิดว่าเป็นกลุ่มที่อพยพย้ายเข้ามาอยู่ในอเมริกา คนพวกนี้แต่งตัวน่ารักแบบคนพื้นเมืองหิมาลัย นุ่งผ้าคล้ายๆซิ่นแต่ด้านบนเป็นคอปาดแบบจีน คล้ายๆแบบเชียงใหม่ ผ้าลายทางๆบ้างดอกๆบ้าง น่ารักน่าดู รับขวัญกันเสร็จ คนที่ไม่ได้มีหน้าที่พูดก็ทะยอยลงจากเวทีไป
บนเวทีมีเก้าอี้สองตัว ตัวหนึ่งสำหรับองค์ดาไล ลามะ อีกตัวสำหรับล่าม องค์ท่านเดินมานั่งเก้าอี้ปุ๊บก็ถอดรองเท้าเอาขาขึ้นนั่งขัดสมาธิปั๊บ ท่ามกลางคนเข้าฟังหมื่นกว่าคน ท่านนั่งดูเป็นกันเองเหมือนอยู่บ้านมาก
องค์ดาไลลามะยิ้มแย้มตลอดเวลา ท่านพูดภาษาอังกฤษแบบสำเนียงทิเบต เวลาฟังต้องเงี่ยหูเล็กน้อยถึงจะจับความได้ ท่านมีล่ามมาด้วย เวลาตอนไหนพูดติด ท่านก็จะพูดเป็นภาษาทิเบตแล้วให้คุณล่ามแปลให้ฟัง บางทีก็มีเถียงมีปรึกษากันเล็กน้อยว่าใช้คำถูกหรือไม่ ท่านมีอารมณ์ขันดี ขำตัวเองเวลาพูดคำภาษาอังกฤษยาวๆไม่ได้ ล่ามบอกให้ฟังอีกทีก็ยังพูดไม่ได้ แล้วท่านก็ยิ้มร่า บอกว่าไม่ได้จริงๆ ตรงนี้คนดูขำกันใหญ่
วันนี้ท่านมาพูดในฐานะของผู้นำชาติที่ถูกแย่งแผ่นดินไป มาพูดก็เพื่อหวังนำวิธีคิดวิธีปฏิบัติแบบเมตตาธรรมแผ่ขจรขจาย เพื่อสันติของโลก เพื่อโปรโมต ฮิวแมน ไรท์ (human right) เพื่อหวังว่ากระแสนี้จะไปขยับหูให้รัฐบาลจีนหันมาฟัง เพื่อชุมชนพุทธแถบหิมาลัยจะได้อยู่กันแบบผาสุก
ท่านพูดถึงมุทิตาจิต การมองภายใน เพื่อก่อสันติภาพกับตัวของเราเอง แล้วแผ่มายังครอบครัว สังคม ส่วนรวม ประเทศชาติ การคิดปฏิบัติแบบนี้เท่านั้นจะพาโลกเจริญ
ท่านว่าเคยมีคนถาม ศาสนาใดในโลกนี้ดีที่สุด ท่านบอกว่าถามแบบนี้เหมือนถามว่ากินยาอะไรแล้วแก้โรคได้ดีที่สุด มันไม่มีอะไรดีที่สุดน่ะสิ มันอยู่ที่ว่าเป็นโรคอะไร แล้วต้องแก้ด้วยยาอะไร วิธีปฏิบัติของแต่ละศาสนานั้นขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม วิธีคิด นิสัยใจคอของผู้ปฏิบัตินั้นๆ จะมาถามว่าอะไรดีที่สุดนั้นมันไม่มีคำตอบ
ท่านว่าศาสนาใดไม่สำคัญ ถ้าให้ดีขอให้มีศาสนาเดียวที่ใจเรายึดเป็นทางเดิน ยึดหลายศาสนาจะพาให้สับสน ไม่รู้จะนับถือพระเจ้าองค์ไหน เดินทางไหน มันเยอะแยะไปหมด ยึดศาสนาเดียว เดินตามทางนั้นไปให้ลึก มองคำสอนให้เห็นแจ้ง แล้วก็จะเดินได้มั่นคง แต่ทั้งนี้ ที่ว่ายึดแต่ศาสนาเดียว ไม่ได้หมายความว่าไม่เคารพศาสนาอื่น คำว่าศรัทธากับเคารพนั้นเป็นคนละความหมายกัน คนอื่นที่เขานับถือของเขาเราก็เคารพไม่ไปก้าวก่าย ท่านว่างั้น (เห็นเลยจากรัฐบาลจีนที่ไม่เคารพพุทธศาสนา ขับไล่ผู้นำพุทธออกจากแผ่นดินพุทธ เผาวัดวาอารามทิ้งเป็นจุณ เพียงเพื่อตอบสนองแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์บ้าอำนาจ)
องค์ดาไล ลามะ มีปรารภว่าอยากจะให้ดินแดนแถบเทือกเขาหิมาลัยเป็นดินแดนเสรีธรรมสำหรับชาวพุทธ คือต้องการให้ประเทศต่างๆแถวนั้นรวมตัวกัน (คล้ายๆแบบยุโรป) เพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อเสรีภาพในการใช้ชีวิต ร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ และความเชื่อทางศาสนา แนวคิดนี้ฟังดูดีมากๆ ชาวเขาชนตัวเล็กคนกลุ่มน้อย ทีนับวันมีแต่จะแพ้กระแสจากโลกภายนอก เมื่ออาศัย ธรรม เป็นแรงบวกร่วม จะได้มีพลังสร้างวัฒนธรรมร่วมกัน จากประเทศยิบๆย่อยๆ จะได้มีความมั่นคงขึ้น ฟังแล้วก็สาธุ ขอให้ได้เป็นจริงตามที่ท่านหวังโดยเร็วเถิด
ท่านว่าโลกเราทุกวันนี้ ไม่มีการอยู่แบบประเทศใครประเทศมันเหมือนแต่โบราณอีกแล้ว แต่ละชาติแต่ละประเทศก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ทั้งเศรษฐกิจ และการเมือง เหมือนกับโลกนี้เป็นบ้านของครอบครัวเดียว ใครจะทำอะไรก็ส่งผลถึงกันหมด หากแต่ละคนในครอบครัวมีธรรมในจิตใจ ความผาสุกก็จะแผ่กระจายกันไปทั้งครอบครัว ท่านคิดแบบตรงๆ ให้เราทำได้แบบตรงๆ เริ่มได้ก่อนจากตัวเราเอง จะคิดดีนี่มันก็แค่พลิกฝ่ามือเองนะ
หลังจากฟังจบ ฉันกับลีก็ไปโบสถ์ ไปรับรสหวานจากเพลงสรรเสริญพระเจ้าของชาวคริสต์ ฉันไม่คิดจะเข้าเป็นคริสเตียนแบบลี แต่ก็ได้อาศัยบ้านของชาวคริสต์ที่นี่เป็นแหล่งพักจิต ไปนั่งตั้งสมาธิภาวนาแบบพุทธๆเรา แถมได้ฟังเพลงเพราะๆพาให้ตัวลอยไปยังสรวงสวรรค์อีกน่ะ อืมม์ อิ่มบุญจัง.
Wednesday, September 21, 2005
แต่งแบบยิว











โดย ส.
อยู่ต่างแดนมาหลายปี ก็เพิ่งจะได้เปิดหูเปิดตาไปงานแต่งงานกับเขาก็คราวนี้
เอมี่ เจ้าสาวงานนี้ โตมาจากครอบครัวยิว อาลัน เจ้าบ่าวก็เป็นยิว พ่อแม่อพยพย้ายมาจากอิสราเอลแท้ๆ เพราะฉะนั้นงานแต่งงานนี้ก็เป็นแบบยิวแท้ ที่ว่าแบบยิวเป็นแบบไหนไม่เคยเห็น ก็จะมาเล่าสู่กันฟัง
ประเพณียิวเป็นประเพณีที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ ในงานนี้มีสัญลักษณ์ทั้งที่เป็นตามประเพณีเดิม และสัญลักษณ์ที่เอมี่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อจรุงตาและจรุงใจแก่ผู้ที่มาร่วมพิธี เริ่มตั้งแต่สถานที่จัดงาน เป็นรีสอร์ตเล็กๆอยู่นอกเมือง ติดอ่าวเล็กๆ น้ำในอ่าวไหลมาจากมหาสมุทรแอตแลนติก ตัวรีสอร์ตมีศาลาท่าน้ำยื่นเป็นสะพานออกไป ไว้สำหรับสังสรรค์ เยื้องออกไปมีสนามหญ้ากว้าง รอบรายไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้้อย บ้างก็ไม้น้ำกร่อย บ้างก็น้ำจืด เอมี่กับอาลันเลือกใช้บริเวณลานสนามกว้างนี้เป็นที่ประกอบพิธี
ตัวปรำพิธีอยู่ใกล้กับตลิ่ง เป็นเพิงทำจากผ้าสี่เหลี่ยมง่ายๆ ผูกติดกับเสาไม้สี่เสา ภาษาฮิบรูเรียกว่า อุปปาห์ (Huppah) เป็นที่สำหรับเจ้าบ่าวและเจ้าสาว สาบานตน โดยมีแรบไบ (พระยิว) เป็นพยาน ผ้าผูกเพิงนี้เป็นผ้าไหมเพ้นท์ลาย เป็นรูปต้นไม้ใหญ่สองต้นยืนอยู่ด้วยกัน มีดาวเดือนรายรอบ ผืนผ้านี้เจ้าสาวศิลปินลงมือเพ้นท์ด้วยตัวเอง อุปปาห์มีความหมายว่าคือบ้านที่เขาทั้งสองร่วมกันสร้างขึ้น ริมขอบตลิ่งด้านหลังอุปปาห์ มีต้นสนอยู่สองต้นยืนเคียงชะลูดคู่ เอมี่จงใจเลือกตำแหน่งนี้เป็นฉากหลังให้กับงานพิธี ต้นไม้สองต้นยืนคู่กัน เติบโต เช่นเดียวกันกับคนทั้งสอง
เอมี่สวยมากในงานวันนี้ ชุดยาวเปิดไหล่สีขาวประดับประดาไปด้วยลูกปัดระยิบสีแชมเปญ ผู้คนที่มาร่วมงานก็แต่งตัวสวยงามสดใส น้ำในอ่าวสะท้อนแดดเป็นประกาย เสียงเพลงปี่เป่าระเริงเรื่อยปกคลุมบรรยากาศของสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เจ้าบ่าวเจ้าสาวเริ่มสาบานตน ณ เวลาสามโมงสามสิบหกนาที ตัวเลขทวีคูณจากสิบแปด อันถือเป็นตัวเลขศักดิ์สิทธ์ในประเพณียิว นอกจากนี้เอมี่ยังอธิบายความผูกพันส่วนตัวกับจำนวนนี้ว่า ยายเอมี่แต่งงานหลังจากทวดแต่งสามสิบหกปี จากนั้นอีกสามสิบหกปีต่อมาแม่เอมี่ก็แต่งงาน และจนถึงเวลานี้ก็เป็นวาระครบรอบสามสิบหกปีอีกครั้งในวันแต่งงานของเธอเอง รายละเอียดเล็กๆน้อยๆแบบนี้ บางทีก็เป็นเรื่องน่าชวนฉงน
ในประเพณียิว การเดินวนเป็นวงกลมสามรอบถือเป็นสิ่งที่นำโชคดีมาให้ ในพิธี มีการให้เจ้าบ่าวเดินวนรอบเจ้าสาวสามรอบ และกลับกัน เจ้าสาวเดินวนเจ้าบ่าวสามรอบ มีการให้พรเจ็ดประการ และสาบานตนโดยแรบไบเป็นผู้นำพิธี มีการอ่านสัญญาการแต่งงาน มีการดื่มไวน์จากแก้วร่วมกัน
สาบานตนเสร็จ ก็เอาแก้วไวน์นั้นมาเหยียบให้แตก เป็นการประกาศ ว่า ณ บัดนี้ ข้าทั้งสองตั้งใจมั่นว่าจะก้าวเข้าสู่ภาวะใหม่ เป็นภาวะที่สมบูรณ์ ภาวะของคนที่เติบโตขึ้น แก้วหมายถึงร่างกาย เป็นภาชนะบรรจุจิตวิญญาณ หากจะก้าวไปสู่แดนแห่งจิตวิญญาณ ก็ต้องข้ามผ่านร่างกายไปเสียก่อน การแต่งงานในความเชื่อของยิว ไม่ใช่เพียงเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตหญิงและชายคู่หนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการหลอมรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้า เพื่อเข้าสู่ภาวะสมบูรณ์ หากคิดแบบการศาสนา เรื่องเหยียบแก้วนี้ก็เห็นว่าลึกซึ้งดี แต่หากคิดแบบชาวบ้านทั่วไป การเหยียบแก้วก็ไม่น่าจะมีอะไรมากไปกว่าการที่เจ้าบ่าวประกาศว่า ณ บัดนี้เป็นต้นไป ความบริสุทธิ์ของเธอจะแตกดับด้วยน้ำมือเขา ไม่ว่าจะเป็นประเด็นใดก็ตาม การเหยียบแก้วในพิธีแต่งงานนี้ก็เป็นไคลแมกซ์ในที่ทุกคนรอคอย เป็นจุดที่นำไปสู่การเฉลิมฉลอง
จากนั้น ก็มีการร้องเพลงภาษาฮิบรูร่วมกัน นำโดยแรบไบ จบเพลงบ่าวสาวก็เดินออกจากพิธี โดยมีครอบครัวเดินตาม แล้วนักเป่าปี่ก็เป่าเพลงฉลองเริงรื่น ประกอบกับเสียงร้่องภาษาฮิบรู... ฮาวา นากีลาฮาวา นากีลาฮาวา นากีลาเฮ รันเนนนา... คนร้องเป็นก็ร้องตามกันไป
โดยปกติแล้ว หลังงานพิธีของงานแต่งแบบตะวันตกทั่วไป เพื่อความสนุกสนานและเก๋ไก๋ บ่าวสาวจะขับรถเปิดประทุนออกไปแล้วบีบแตรดังๆเพื่อประกาศความสุขสราญใจ แต่เผอิญที่รีสอร์ตนี้มีแต่น้ำ เอมี่กับอาลันก็ใช้พายเรือแทน เป็นเรือคานูสำหรับนักท่องเที่ยว พายไปเสียไกล สองคนแอบขึ้นฝั่งที่ไหนไม่รู้ กลับมาอีกทีก็ถึงเวลางานเลี้ยง
หลังจากที่แขกเหรื่อจับกลุ่มทักทายกัน กินดื่มหนุบหนับกันพอหอมปากหอมคอ ถ่ายรูปกันเป็นที่ฉ่ำใจแล้ว สักพักก็ทะยอยเข้าไปในงานเลี้ยง แต่ก่อนจะไปนั่งที่โต๊ะ แขกแต่ละคนก็ต้องไปเอาป้ายชื่อของตัวเองก่อน เพราะในป้ายชืื่อระบุว่าต้องไปนั่งโต๊ะไหน การจัดให้ใครนั่งตรงไหนกับใครนี้ หากเจ้าภาพดูแลดี เขาก็จะจัดให้คนรู้จักกันนั่งโต๊ะเดียวกัน หรือใกล้ๆกัน หากใครไม่กินเส้นกับใครก็จะถูกจัดให้นั่งอยู่คนละมุมห้อง การตกแต่งโต๊ะอาหารงานนี้ก็จัดได้งดงามเต็มที่ โต๊ะปูผ้าขาวมีแก้วจานชามเครื่องเงินวางขนาบนับไม่ถ้วนชิ้น แก้วไวน์แก้วน้ำมีการรินเตรียมไว้ให้เรียบร้อย กลางโต๊ะทุกโต๊ะมีดอกไม้ช่อใหญ่สวยหรูประดับ ทุกอย่างดูสดชื่นเริงร่า และสมเกียรติเจ้าภาพ
ระหว่างหาที่นั่งกันนี้ วงดนตรีก็เล่นเพลงคลอบรรยากาศไป สลัดเริ่มทะยอยมาเสริฟ เป็นสลัดผักที่มีกลีบดอกไม้หลากสีโรยหน้า เล็งดูก็เห็นว่าเป็นดอกบานชื่น และดาวเรือง ประดับประดามาเพื่อความสวยงามหวานหยดย้อย
พอคนเริ่มเต็ม นักดนตรีเป่าปี่ก็เริ่มบรรเลงเพลงดังขึ้น คราวนี้เป็นเพลงที่เรียกแขกให้ออกมาร่วมเต้นเฉลิมฉลอง การเต้นนี้เป็นการเต้นแบบประเพณียิว เรียกว่า ฮอร่า (Hora) เริ่มด้วยบ่าวสาวและพ่อแม่จับมือกัน แล้วก็เต้นขยับเท้ากันไปเป็นวงกลม ระหว่างขยับเท้าไปก็มีการเชื้อเชิญให้แขกมา "ร่วมวง" คว้ามือใครได้ก็ให้มาสนุกด้วยกัน คว้ากันไปคว้ากันมา จากวงเล็กๆก็กลายเป็นล้นฟลอร์ คนที่ไม่ได้ร่วมวงก็ยืนดูรอบๆ ตบมือตามกันไป รอเผื่อสบโอกาสให้คว้ามือใครหมับได้ ก็จะได้เข้าไปร่วมวง
ตามประเพณี ระหว่างที่เต้นฮอร่ากันนี้ เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็จะถูกยกขึ้นนั่งเก้าอี้ หนุ่มๆแข็งแรงก็ช่วยกันแบกทูนหัว แล้วก็แห่กันไปรอบๆ ระหว่างอยู่บนเก้าอี้แห่ เจ้าสาวก็หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาโบกให้เจ้าหนุ่มคว้า คว้าได้แล้วก็จับกันคนละชาย โบกสะบัดอย่างสนุกสนาน แห่เสร็จแล้วก็ลง กลับมาเต้นกันไปรอบๆอีก
ระหว่างนี้ บางคนรู้จักเต้นแบบที่ผาดโผนหน่อยก็จะออกมาโชว์ออฟ ส่วนมากนำโดยญาติผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชาย เป็นการโชว์ความแข็งแกร่งเยี่ยงชายชาตรีแบบหนึ่ง คนที่เต้นนี้จะเข้าไปยืนกลางวง แล้วนั่งยองๆเกือบติดพื้น แล้วก็สลับขาไปมาอย่างรวดเร็ว ยิ่งเร็วมาก ก็ยิ่งแมนมาก ถ้าจะให้สนุกขึ้นต้องมีคู่ อาลันกับน้าชายเต้นคู่สลับขานี้ได้น่าตื่นเต้นมาก
พอเหนื่อยก็กลับมาจับมือเป็นวง แล้วก็ขยับขาร่วมกันไปรอบๆอีก วงขยายใหญ่ขึ้นก็จะมีคนเข้าไปตรงกลางแล้วเริ่มวงเล็กๆใหม่ ขยายออกใหญ่ขึ้น แล้วก็เข้าไปเริ่มใหม่อยู่อย่างนี้ไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย นักดนตรีเห็นคนสนุกก็บรรเลงไม่เลิก แต่ละคนที่ใส่ชุดสวยมาก็ไม่มีใครอมพะนำ ทุกคนออกไปเต้นไปเซิ้งกันอย่างสนุกสนาน จนในที่สุดดนตรียอมจบลง คนก็เดินกลับมาที่โต๊ะ กินดื่มให้อิ่มหนำ เก็บแรงไว้เต้นรอบสอง
รอบสองนี้ไม่ใช่ดนตรีประเพณีแล้ว แต่เป็นดนตรีสำหรับลีลาศ มีการเปิดฟลอร์โดยบ่าวสาว และพ่อแม่ของทั้งคู่ จากนั้นแขกเหรื่อก็ค่อยๆทะยอยออกมาขยับส่าย มีทั้งสวิง ฟร๊อกสตรอท แทงโก้ ซาลซ่า และบอซซาโนว่า สาวใหญ่หนุ่มใหญ่จะเต้นกันเก่งเป็นพิเศษสำหรับดนตรีแบบนี้ คนนั่งที่โต๊ะเต้นไม่เป็นก็คุยกันไปกินกันไปตามประสา ระหว่างนี้ก็มีการตัดขนมปังแจกจ่าย เป็นขนมปังแบบยิวที่ทำตามประเพณี เรียกว่า ชาล่าห์ (Challah) เป็นขนมปังชิ้นยาวดูเหมือนเปียถัก รสชาดหวานเล็กน้อย เป็นขนมปังสำหรับงานพิธี เจ้าภาพตัดแบ่งให้ทุกคนกินกันคนละนิดละหน่อยเป็นเพื่อเป็นพร
จากนี้ก็ไม่ต่างจากงานเลี้ยงทั่วไปที่เจ้าภาพจะออกมากล่าวให้พรบ่าวสาว แม่ของเจ้าสาวงานนี้พูดได้จับใจคนเป็นพิเศษ และด้วยความที่แม่ของเอมี่ป่วยเป็นมะเร็งอยู่ ทุกคนก็จะให้กำลังใจเป็นพิเศษด้วยการยืนขึ้นปรบมือให้หลังจากที่พูดจบ จากนั้น พ่อเจ้าสาว เพื่อนเจ้าสาว ก็ออกมาพูดทักทาย ให้พร และขอบคุณกันไปตามลำดับ
ได้มาร่วมงานนี้แล้วก็ต้องขอขอบคุณเอมี่ ที่เชิญมาให้ร่วมเห็นเป็นบุญ กลับมาบ้านแล้วก็นึกถึงงานแต่งขันหมากแบบไทย ซึ่งก็น่าจะสนุกไม่แพ้งานแต่งแบบยิว ถ้ากลับเมืองไทยแล้วได้ไปงานขันหมากแท้ๆแบบมีโห่เพราะๆสักครั้งคงประเสริฐ ใครรู้จักใครที่จะแต่งแบบขันหมากช่วยบอกด้วย จะขอไปร่วม.
Wednesday, September 14, 2005
ดินแดนแห่งโอกาส

โดย ส.
ใบไม้ร่วงอีกแล้ว ข่าวเรื่องพายุแคทริน่ายังโต้กันไม่หยุดหย่อน ผู้คนแตกเป็นสองฝ่ายเหมือนเดิม โต้กันไม่เว้นเรื่องฉกฉวยโอกาสทางการเมือง รีพับลิกัน กับ เดโมแครต
มีเสียงร่ำลือหนาหู "จอร์จ บุช เกลียดคนดำ" ไม่ก็ "เพราะเป็นคนดำรัฐบาลถึงชักช้า" ไม่ก็ "ถ้าเป็นคนขาวป่านนี้ปัญหาแก้ไขเรียบร้อยไปแล้ว" วิทยุได้ทีเปิดโต้วาทีเรื่องเหยียดสีผิวเพื่อดึงเรตติ้ง คนโทรเข้ามากรรโชกบ้างคร่ำครวญบ้างถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างคนขาว กับคนดำ
ได้ยินแล้วก็เศร้าใจที่เห็นหลายคนมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องความไม่เท่าเทียมนี้ ทั้งๆที่กระแสเงินบริจาคที่หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดหย่อนนั้นมาจากคนทั่วประเทศ ทั้งขาวและดำ ไม่มีใครเลยที่เขียนระบุในเช็คว่าเงินบริจาคนี้เพื่อคนขาวเท่านั้น หรือเงินบริจาคนี้เพื่อคนดำเท่านั้น ทีมทหารตำรวจตระเวณหาคนตกหล่นที่ยากลำบาก ทุกคนอยากช่วย ไม่เกี่ยงว่าใครสีผิวใด
แต่ยังมีคนผิวดำไม่น้อยที่ติดใจแต่ในเรื่องความต้อยต่ำของตน และมองเห็นโลกมีแต่ความไม่ยุติธรรม ก็เพราะข้อยเกิดมาเป็นคนดำนี่หนาถึงได้จนต้อยต่ำ เพราะเป็นคนดำถึงมีแต่คนดูถูก เพราะเป็นคนดำสังคมถึงต้องมาช่วยเหลือ แต่กระนั้น สังคมก็ยังไม่ยุติธรรมต่อข้อย... ได้ยินอย่างนี้แล้วก็สงสัยเหลือเกินว่า ณ ดินแดนแห่งโอกาสและเสรีภาพนี้ อะไรหนอที่เป็นกำแพงกั้นเสรีภาพและโอกาสของคนพวกนี้?
ก็จริงอยู่ที่บรรพบุรุษของคนดำส่วนมากถูกพรากมาจากถิ่นบ้านเกิด มาเป็นข้าทาส มาเป็นพลเมืองชั้นต่ำ ลูกหลานที่เกิดมาก็ถูกกีดกันไม่ให้เป็นใหญ่หรือมีความรู้เกินหน้าคนขาว แต่เรื่องนี้ก็เป็นเหตุที่จบเกินครึ่งศตวรรษมาแล้ว ณ ทุกวันนี้ ไม่เห็นมีใครถูกเขี่ยออกจากโรงเรียนเพราะเป็นคนดำ ไม่มีใครปิดโอกาสการเรียนรู้ใคร ใครอยากเจริญก้าวหน้าแค่ไหน ก็ทำไปเท่าที่แรงและโอกาสพึงมี แต่น่าเศร้าที่ยังมีคนดำอยู่อีกมาก ที่ยังเกาะยึดเลือกที่จะจ้องมองแต่อดีต อดีตอันขมขื่นของปู่ย่าตายายของตน ทั้งที่ปัจจุบันโอกาสทางการศึกษามีแล้ว อนาคตเปิดไว้เท่าทัดเทียมใครๆแล้ว แต่ยังกลับเลือกที่จะมองแต่อดีต ก่นด่าแต่ความไม่เท่าเทียมของโลกนี้ เกลียดโชคชะตาที่พามาเกิดเป็นคนดำ แล้วพวกเขาก็ยืนอยู่ที่เดิม ที่เดียวกับที่ปู่ย่าตายายเขาเคยยืน
แล้วความจริงที่ซ้ำๆซากๆ ก็กลับมาในความคิดฉันอีกครั้ง ชีวิตคนเราไม่มีใครเลือกเกิดได้ แต่ว่าเลือกกระทำสิ่งต่างๆได้ ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตนได้หากใฝ่พยายาม ทุกวันนี้ ดินแดนแห่งเสรีภาพเปิดประตูแห่งโอกาสให้ทุกคนเท่ากันแล้ว หากยังมีแต่ตัวอคติเท่านั้น ที่บิดเบือนการมองเห็นของคนอีกหลายๆคน อคติที่ทำให้คนมองเห็นแต่เรื่องน่าก่นด่า ยิ่งด่าก็ยิ่งเกลียดชัง ถ้ายังจำกัดอคติไม่ได้ เรื่องเหยียดสีผิวก็ไม่ไปไหน ตัวเองเหยียดตัวเองอยู่แบบนี้ สีผิวก็พาลแต่จะติดแน่นหนาอยู่ที่ใจ ล้างอย่างไรก็ไม่ออก.
Tuesday, September 06, 2005
ชีวิตในฟาร์ม

โดย ส.
หยุดสามวันนี้มาค้างบ้านลี บ้านหลังเล็กน่ารักในฟาร์มที่ดินกว้างใหญ่ไพศาล บ้านแต่ละหลังในละแวกไม่มีรั้วรอบขอบชิด แต่ปลอดภัย ไม่มีใครต้องล็อคประตูเวลาออกไปไหน ที่นี่มีสวนป่าฟรีให้เดินเล่น มีแม่น้ำเล็กๆให้เดินข้าม (ชื่อลิตเติ้ลริเวอร์) มีหมาฟรีให้เล่น (สองตัว) ตัวหนึ่งชื่อบิสกิต อีกตัวชื่อเมซี่ บิสกิตอายุมากแล้ว แต่ชอบเล่นกินลูกบอลอย่างบ้าคลั่ง บทพี่แกอยากจะเล่น ก็จะมาเฝ้าหน้าประตูบ้านลี พร้อมเสียงแฮ่กๆเป็นสัญลักษณ์ บิสกิตเล่นลูกบอลได้ไม่มีเว้นวันเวลาราชการ เกมโปรดคือชักคะเย่อลูกบอล
ฟาร์มนี้มีม้าปลดระวางอยู่สี่ตัว สีขาวสองตัว สีน้ำตาลสองตัว วันๆก็ไม่ทำอะไร ยืนเขย่งกินหญ้า เห็นคนเดินผ่านก็จะเสนอหน้าและหัวใหญ่ๆมาให้ลูบคลำ ทำปากยื่นมาหา... ก็ม้าเหงา
วันนี้ตื่นเช้าเพราะอากาศดี เริ่มเข้าใบไม้ร่วงแล้ว ลมเย็นฉ่ำพัดมาเรื่อยๆ ออกไปจ๊อกกิ้งตามทาง เริ่มตั้งแต่บ้านลี เลี้ยวไปยังโรงนาสองโรงที่อยู่ถัดไป บ้านเพื่อนบ้านสามสี่หลังที่ตั้งอยู่ห่างๆกัน วิ่งเอื่อยมาเรื่อยข้างทางสิบห้านาทีทางก็มีแต่ต้นไม้ ทุ่งหญ้า กับหินกรวดใหญ่ๆ ตามสองข้างทางมีเสียงหวบๆดังขึ้นอยู่เป็นระยะๆ เมื่อเพ่งมองก็เห็นได้ว่าเป็นวัว บางตัวเดินผลุบๆโผล่ๆทำหลบซ่อน นึกว่าเราไม่เห็น ต้องยืนเฉยเป็นหินให้มันลืมว่าเราเป็นผู้สัญจร...
วิ่งมาพักใหญ่ เหลียวทางซ้ายเห็นต้นไม้แก่ดูราวเป็นร้อยปี เหยียดกิ่งยึกยือออกหาแสง แผ่ร่มกว้างออกใหญ่ไพศาล ต้นติดๆก็มีอาการไม่แพ้กัน เลื้อยเลี้ยวหลบหลีก หาทางอยู่รอดด้วยการแย่งแสงกันและกัน แต่ละต้นดูราวกับมีวิญญาณสิง หากเดินมากลางคืนคงเสียวสันหลังพิลึก
มีกระดาษดินสอก็อดไม่ได้ที่จะต้องบันทึกภาพไว้เป็นแรงบันดาลใจ แสงดีๆแบบนี้อยู่นอกบ้านวาดรูปได้ทั้งวัน เดี๋ยวหิวก็เดินกลับไปทำกับข้าวกินที่บ้าน แล้วก็ออกมาเล่นใหม่
ใช้ชีวิตในฟาร์มแบบนี้ไม่มีอะไรขาดหาย มีแต่จะพอกพูน ไม่อยากกลับเข้าเมืองแล้ว... แง้
Tuesday, August 23, 2005
ริมฝั่งน้ำ






โดย ผัดกะเพรา
หลังจากที่กบดานไม่ออกไปไหนกับใครต่อใครนานนับเดือน สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันยกงานออกจากอก ระลึกได้แล้วว่าชีวิตนี้ไม่ได้มีแต่ตัวเอง ถึงกาลโผล่ออกมาพบหน้าตาเพื่อน และคนอื่นที่สามารถจะเป็นเพื่อนในอนาคต
เอมี่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานเดือนหน้า เจ้าหล่อนเกรงว่าชีวิตจะเปลี่ยนอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เลยตระเตรียมการไปเที่ยวแบบคนโสดเป็นครั้งสุดท้าย นัดแนะคนสนิทชิดเชื้อไปตากอากาศ ที่ๆ มีภูเขา แม่น้ำ ที่ๆได้เริงโลดอย่างเสรี แบบที่มีแต่สาวๆ
เป็นโอกาสที่ฉันได้เปิดตาออกมาดูโลก ได้เจอคนอื่นๆที่ไม่เหมือนตัวเอง บ้างก็หน้าเก่า บ้างก็หน้าใหม่ เพื่อนเอมี่มีหลายแบบ บางคนยี่สิบปลายๆ บางคนเกือบห้าสิบ ทุกคนมีความน่าสนใจต่างๆกันไป
ลิน (Lyn) สาวใหญ่วัยเกือบห้าสิบ ตัวสูงยาว ผมยาวบลอนด์ เพิ่งแต่งงานเมื่อสองเดือนที่แล้ว และเป็นคนเดียวในกลุ่มนี้ที่มีครอบครัว ลินเลยมีเรื่องเกี่ยวกับชีวิตไม่โสดมาเล่าให้กับคนโสดและที่กำลังจะสละโสดทั้งหลายฟังให้ขนลุกเล่น ลินท่าทางดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุภาพเรียบร้อยมาก พูดเพราะ สงวนหน้าตาท่าทีเวลาพูดจา ทำกับข้าวเก่ง
เด๊บบี้ (Debbie) สาวใหญ่เกือบห้าสิบอีกเหมือนกัน แต่ตรงกันข้ามกับลิน เดบบี้โสด โผงผาง ตรงไปตรงมา เดบบี้ทำงานวิทยุ เลยพูดเก่ง แต่ละคำที่เลือกคัดสรรมาอธิบายภาพความคิดของเธอ ล้วนแล้วแต่ถึงพริกถึงขิง เนื่องจากงานเกี่ยวกับการพัฒนาระบบวิทยุในประเทศต่างๆ เดบบี้มีโอกาสไปอยู่ประเทศโลกที่สามมาหลายที่ ล่าสุดไปอยู่ ไลบีเรีย (อาฟริกา) มาหนึ่งปี มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความไม่เทียมทัดของชีวิตผู้คน (นอกอเมริกา) มาเล่าให้สาวในวงหลายๆคนหน้าเบ้เพราะรันทดไปตามๆกัน ด้วยความที่ผ่านมาหลายโลก เดบบี้มีความมั่นใจในความเห็นเรื่องต่างๆมากกกกก
ซอนย่า (Sonnia) สาวเกือบใหญ่แล้ว แต่ท่าทางเธอเหมือนเด็กรุ่น ไม่มีการไว้ท่าที ชอบหัวเราะและทำท่าทางโปกฮา และมักออกความเห็นแบบไม่มีเบรค ซอนย่าว่าเธอชอบการเดินทางย้ายที่อยู่มาก เพราะเธอว่าตอนเด็กๆพ่อแม่ย้ายที่อยู่ทุกสองสามปี จากอิตาลี อิหร่าน อียิปต์ แคลิฟอร์เนีย นิวยอร์ค ดีซี และอื่นๆอีกที่เธอเล่าข้าม ซอนย่าไม่เคยทุกข์ใจกับการลาจาก เธอว่าดีเสียอีก เวลามีปัญหาก็เผ่นได้ง่ายดี ซอนย่าทำงานกับองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มักมีความเห็นที่โผงผางและรุกไม่ยั้งเมื่อบทสนทนามาถึงเรื่องการเมืองและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
การี่ (Gari) สาวดำคนเดียวในหมู่ การี่เงียบๆ ในกลุ่มสนทนามักจะเป็นคนฟังมากกว่าพูด ไม่เหมือนซอนย่า แต่ชอบฟังเพลงสนุกและเต้นรำเก่ง เวลาลินและฉันทำกับข้าว การี่ก็จะเปิดเพลงสวิง ซาลซ่า แทงโก้ และสอนให้สาวๆหัดเต้น การี่ทำงานที่น่าทึ่งมาก เธอทำงานกับสถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian) เป็นนักวิจัยภูเขาไฟ! ได้ออกเดินทางไปไหนมาไหนทุกเดือน ไปดูภูเขาไฟ เป็นงานที่ใครต่อใครอิจฉามากๆ ล่าสุดการี่ดำเนินงานเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องมือยุทธกรณ์เตือนภัยสึนามิให้กับอินโดนีเซีย
มิเชล (Michelle) สาวน้อยลูกครึ่งจีน-ฝรั่งเศส หน้าตาจุ๋มจิ๋ม มิเชลเป็นกราฟิคดีไซน์เนอร์ และเป็นศิลปินวาดภาพด้วย เพิ่งเปิดงานนิทรรศการภาพเขียนสีอะคริลิคแนวแอบสแตรค วันแรกขายไปได้หนึ่งรูป มิเชลหัวเราะง่าย อารมณ์ดี เธอมีความสนใจหลากหลาย ชอบศึกษาเรื่องดวง และเป็นครูสอนโยคะ
ฌอนทาล (Chantal) สาวสวยทันสมัย หุ่นนางแบบ ตาดำผมดำขลับ เป็นลูกครึ่งหลายครึ่ง เมดิเตอเรเนียน รัสเซีย ยุโรป อเมริกา หาบทสรุปไม่ได้ในรากเหง้าของเธอ ฌอนทาลเป็นสาวอารมณ์ดี พูดเก่ง ชอบพูดตลก และมีความสามารถในการเข้ากับคนเก่งมาก ฌอนทาลชอบแต่งตัวสวยเสมอ กระเป๋าเดินทางของเธอมีนิตยสาร เกลเมอร์ (Glamour), โอ ของ โอปรา วินฟรีย์ (Opra Winfrey) และอื่นๆในทำนองนี้อีกเล่มสองเล่มไว้อ่านยามว่าง ฌอนทาลกับมิเชลชอบคุยกันเรื่องหนุ่มๆ
เอมี่ (Amy) แต่เธอเขียนลายเซ็นต์ในงานศิลปะของเธอว่า Ame เพราะว่ามันเป็นเรื่องของ Me! เอมี่ศิลปินสาวตัวเล็กที่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์เดือนหน้านี้กับแฟนหนุ่มอเมริกัน-ยิวของเธอ (เอมี่ก็โตมาแบบยิวแท้เหมือนกัน) เอมี่เป็นคนโรแมนติก และมองโลกในแง่ดีมาก ฉันรู้จักกับเอมี่จากการเข้าเรียนวิชาภาพพิมพ์เมื่อหลายปีก่อน และบ้านอยู่ในละแวกเดียวกันก็จะนัดเจอกันแบบฉุกละหุกเวลาไปซื้อกับข้าวที่ตลาดเช้าเสมอๆ เอมี่เป็นคนน่ารัก และรักคนง่าย ด้วยความเป็นคนอ่อนหวานน่ารัก และมีใจเปิดกว้างกับความคิดเห็นทุกรูปแบบ เอมี่จึงเป็นกาวที่แนะคนนู้นมารู้จักคนนี้เสมอๆ ทั้งเพื่อนที่มีความคิดขวาจัดอย่างอลันสามีในอนาคตของเธอ ไปจนถึงที่ซ้ายจัดอย่างเด๊บบี้และซอนย่า การพักผ่อนหย่อนใจริมแม่น้ำครั้งนี้ เอมี่ก็เป็นศูนย์กลางให้ทุกๆคนมาเจอและรู้จักกัน
ส่วนฉัน คนหน้าไทยพูดฝรั่งติดๆขัดๆอยู่คนเดียวในกลุ่ม ถึงไม่ได้เคอะเขินอะไรแต่ด้วยความใหม่กับหลายๆคน ก็ได้แต่นั่งฟังเสียส่วนมากในเวลาที่กลุ่มใหญ่ออกความเห็นเรื่องต่างๆ ในบทสนทนาหลายๆครั้งของสาวๆ มักจะลงเอยที่การเมืองและความเห็นแตกต่างที่หาข้อสรุปไม่ได้ ฉันก็มักจะใช้เวลานั่งสเกตช์รูปไปพลางๆ และหัวเราะตามเวลาใครว่าอะไรขำๆ
ทริปนี้มีแค่สองวันแต่ก็คุ้มค่ามาก กลางวัน เราได้ไปล่องแพห่วงยาง ลอยระเรื่อยเอื่อยตามแต่แม่น้ำจะพาไป แวะพักกินแซนด์วิชที่เอาลอยติดไปด้วย ในสถานภาพที่ตัวเปียกโชก มีแต่ภูเขาแม่น้ำล้อมรอบ เปิดโอกาสให้ได้รู้จักแต่ละคนลึกซึ้งขึ้น อยากรู้จักใครใกล้ขึ้นก็ลอยไปติดกับคนนั้น และก็นอนหงายนอนคว่ำบนแพห่วงยางคุยกันไป ห่วงใครห่วงมัน ไม่มีกังวล
ห้าโมงเย็น เราลอยกันมาถึงฝั่ง แดดยามเย็นอุ่นๆในทุ่งกว้าง เรานั่งคุยกันไปนั่งดูแดดสะท้อนยอดไม้ไปพลางๆ แล้วก็นั่งรถกลับที่พัก
ค่ำคืนเดือนหงาย หลังอาหารค่ำที่ฉันทำ (ผัดก๋วยเตี๋ยวกับเต้าหู้แตงกวาในซอสถั่ว และอกไก่เผา ทุกคนว่าอร่อยมาก) เราถือโอกาสมาล้อมรอบกองไฟ ฌอนทาลมีไอเดียพิธีกรรมมาเสนอให้ทุกคนร่วมทำ ไหนๆก็เดือนหงาย น่าจะชะล้างจิตวิญญาณเสียหน่อย พิธีแรกเป็นพิธีอธิษฐานความดีงามความสำเร็จให้กับตัวเอง ที่สองให้กับชีวิตแต่งงานในอนาคตของเอมี่ และสุดท้ายให้กับโลกของเรา อันหลังนี่ชักมีกลิ่นตุๆ แต่ทุกคนก็ทำกันแบบยิ้มๆ
เริ่มด้วยอธิษฐานให้กับตัวเอง ฌอนทาลแจกกระดาษให้ทุกคนเขียนเรื่องที่อยากหลุดพ้น หรืออยากไปให้ถึง อธิษฐานเสร็จก็ให้โยนกระดาษที่เขียนลงไปในกองไฟ เอมี่มีไอเดียเพิ่ม โยนแล้วให้ทำเสียงด้วยนะ เสียงอะไรก็ได้ แล้วทุกคนก็ต้องทำตามพร้อมกันเหมือนเป็นการสะท้อนคำอธิษฐานนั้น มิเชลมีข้อโต้แย้ง บอกว่างี่เง่าจัง ไม่อยากทำเลย ทำอย่างอื่นได้ไหม ตกลงว่ามิเชลทำท่าแทน เป็นท่าผายปอดโล่งอกตอนที่เธอโยนคำอธิษฐานของเธอลงไปในกองไฟ ส่วนคนอื่นๆที่ไม่มีข้อโต้แย้งก็สร้างสรรค์เสียงกันไป เสียงหมาบ้านบ้าง หมาป่าบ้าง ถอนใจบ้าง ร้องเพลงที่แต่งเองบ้าง เสร็จแล้วทุกคนก็ว่าตามกันแบบขำๆ
ต่อมาอธิษฐานให้เอมี่ มิเชลครูสอนโยคะว่าทุกคนควรพนมมือ "นมัสเต" ก่อน แล้วจะว่าอะไรก็ว่าไป อันสุดท้าย อธิษฐานให้โลก ฌอนทาลเจ้าของไอเดียเสนอให้ทุกคนหันหน้าเข้าหาดวงจันทร์ ซึ่งขณะนั้นกำลังสุกสกาวและกระต่ายกำลังตำข้าวพอเหมาะพอดี แล้วแต่ละคนก็ยืนหันหน้าหาดวงจันทร์เหมือนถูกสะกดจิต และก็ร่ายมนต์ของตัวเองในใจ คำอธิษฐานจะไปถึงที่หมายไหมไม่มีใครรู้
ดึกดื่น เรานั่งอาบแสงจันทร์ ผลัดกันเล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรกันที่ม้านั่งริมน้ำ เผามาร์ชมาโลว์มาประกบกินกับช็อคโกแล็ตและแครกเกอร์ (เข้ากันตรงไหน?) แต่ก็อิ่มเอมในพิธีกรรมแบบเยาว์วัยที่ทำด้วยกัน
วันสุดท้ายตอนบ่าย ฉันใช้เวลาก่อนกลับนั่งวาดรูปกับเอมี่ริมน้ำ คนอื่นๆกลับเข้าเมืองไปก่อนแล้ว แสงแดดสะท้อนน้ำ สีเขียวแก่เขียวอ่อนของภูเขาและต้นไม้ริมน้ำแลดูดด่ำฉ่ำใจมาก ลากดินสอไปบนกระดาษด้วยใจโล่งสบายแบบที่ไม่ได้เป็นมานานแล้ว.
Subscribe to:
Posts (Atom)
