Saturday, January 07, 2006

กรีซ 1







โดย ส. สนิทนึก

ตอน: พาเธนอน

วิหารพาเธนอนในความรู้สึกแว่บแรกของฉันนั้นคล้ายกับภาพวาดโมนาลิซ่า ที่ว่าคล้ายก็คือความงามความยิ่งใหญ่นั้นถูกเล่ากล่าวมานานนัก ในตำราว่างามไม่มีที่ติ คนเคยเห็นก็บอกว่าเป็นสิ่งศรีวิไลที่สุดสิ่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติมนุษย์ บางคนบอกว่าคือความมหัศจรรย์อันสมบูรณ์แบบ บางคนบอกว่าคือสรวงสวรรค์

ฉันยืนอยู่บนยอดเขาหินอะโครโพลิส (Acropolis) กลางเมืองเอเธนส์ ทั้งๆที่มหาวิหารตั้งอยู่ตรงหน้านี้ แต่ไม่รู้จะเริ่มมองความงามที่ตรงไหน เพราะในหัวมีคำกล่าวของชาวบ้านฝังหนาเป็นนิ้วๆ หนาจนยากจะฝ่ามองด้วยตาตัวเองสดๆ ที่เห็นก็คือเสาหินมหึมาที่เคยกลิ้งหลุนๆอยู่ตามพื้นจากรูปในหนังสือ ตอนนี้ถูกบูรณะไปวางต่อกัน เรียงเป็นเสาที่สมบูรณ์ รูปปั้นหน้าจั่วที่สาบสูญด้วยถูกชาติอื่นแย่งชิงไปก็ถูกก๊อปปี้ขึ้นมาใหม่ จากซากปรักหักพังที่แทบไม่มีอะไรเหลือให้ดู ก็กลายเป็นร่องรอยของอดีตที่ถูกร่างให้พอจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น

จากที่รู้มา วิหารพาเธนอนนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อนคริสตกาล ว่ากันว่าสร้างขึ้นเป็นที่บูชาเทพีอาเธนา (Athena) ผู้ปกปักษ์รักษากรุงเอเธนส์ และนอกจากนั้นก็ใช้เป็นท้องพระคลังของเมืองด้วย ด้วยยืนผ่านกาลเวลามาสองพันสี่ร้อยสี่สิบกว่าปี วิหารแห่งนี้ถูกครอบครองเปลี่ยนมือจากกลุ่มคนหลายเชื้อชาติด้วยกัน เริ่มจากพระเจ้าไซโมน (Cimone) กษัตริย์ชาวกรีกเป็นผู้สร้างเมื่อ 439 ปีก่อนคริสศรรตวรรษ โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมดสิบห้าปี อีกแปดร้อยกว่าปีต่อมา ในปี ค.ศ. 450 วิหารนี้ถูกเปลี่ยนโฉมหน้าให้เป็นโบสถ์คริสเตียน รูปปั้นเทพปกรนัมต่างๆถูกปลดริบออกเกือบหมด รูปหล่อบรอนซ์อันสมบูรณ์แบบต่างๆถ้าหากไม่ถูกหลอมทิ้งมาแปลงเป็นอาวุธก็หล่นหายกลางทะเลระหว่างพวกทหารโรมันเดินเรือไปยังเวนิส(ในปัจจุบันคือประเทศอิตาลี) อีกพันกว่าปีล่วงมา พวกเติร์กครอบครองดินแดนนี้ และได้เปลี่ยนวิหารนี้เป็นสุเหร่าของพวกตน ต่อมาในสงครามต่อสู้กับพวกเวนิสประมาณปี ค.ศ. 1600 พวกเติร์กใช้วิหารพาเธนอนนี้เป็นคลังเก็บระเบิดและอาวุธ แต่วันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุระเบิดลั่น วิหารพังแทบไม่เหลือ และด้วยความไม่รู้ค่าพวกเติร์กได้นำรูปแกะสลักเทพบางรูปที่ยังหลงเหลืออยู่ไปขายทอดให้กับชาติอื่นเสียเกือบสิ้น ต่อมาภายหลังที่ชาวกรีกได้รวมกันเป็นชาติกรีซ มหาวิหารแห่งนี้ก็ยับเยินเสียไม่มีชิ้นดี ไม่รู้นานเท่าไรจึงจะซ่อมเสร็จ

หลังจากที่พอจากแหวกม่านความคิดของคนอื่นออกมาได้บ้าง ฉันก็พอจะเห็นว่าความมหึมาของวิหารหินอ่อนแห่งนี้ ไม่ได้สร้างความรู้สึกหนักทึบหรือน่าเกรงขามแก่ผู้ดูชม ตรงกันข้าม กลับให้ความรู้สึกเชื้อเชิญให้เมียงมอง ให้พินิจดู ทั้งโครงสร้างและรายละเอียด สัดส่วนที่งามอย่างที่เรียกกันว่า "สัดส่วนทอง" เป็นความศรีวิไลทางการคำนวณอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้ที่กรีกโบราณได้ค้นพบ รายละเอียดของเหลี่ยมมุมและตัวเสา สร้างความรู้สึกเบาเหมือนลอยได้ ทั้งๆที่ตัววิหารนี้ทำจากหิน หลักฐานจากรูปสลักสีต่างๆในมิวเซียมทำให้เข้าใจว่าวิหารหินปูนสีขาวนี้ แต่เดิมไม่ได้เป็นสีขาว แต่เป็นสีต่างๆทั้งภายนอกภายใน ซึ่งแต่โบราณใช้วิธีลงสีแบบปูนเปียก(fresco)

ตามหลักฐานโบราณ เขาว่าในตัววิหารนี้เคยมีรูปหล่อเทพีอาเธนาอยู่ เป็นรูปหล่อจากทองแท้ๆและประดับด้วยงาช้าง สูงขนาดประมาณตึกสามชั้น ปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่าเทพีนี้หายไปเมื่อใดและไปอยู่ที่ไหน คาดว่าทองจำนวนตันๆคงถูกนำมาหลอมใช้จ่ายในสงครามสมัยใดสมัยหนึ่ง

มิวเซียมทางด้านหลังของวิหารนั้นเป็นที่เก็บรูปสลักต่างๆที่ขุดเจอโดยรอบ รูปสลักต่างๆในมิวเซียมเป็นของจริง ส่วนรูปสลักที่เห็นบนยอดหน้าจั่วกับตัวเสานั้นเป็นรูปหล่อก๊อปปี้ เห็นดังนี้ก็เป็นที่น่าเข้าใจได้ว่าทำไมเขาถึงไม่เอาของจริงมาไว้ที่ตัววิหาร เพราะถูกถล่มถูกขโมยมานับครั้งไม่ถ้วน อดีตที่มีค่าก็ต้องเอามาเก็บไว้ไม่ให้ใครแตะต้อง ไม่ให้ไปกรำแดดกรำฝนอีกต่อไป

รูปสลักหน้าจั่วที่ยังพอเหลือให้ดูก็เป็นเรื่องราวจากตำนานปรัมปราเกี่ยวกับเทพต่างๆที่สู้รบกับยักษ์ คล้ายๆรามายณะของทางอินเดีย หรือรามเกียรติ์ของไทยเรา ที่มีพระรามพระลักษณ์สู้รบกับยักษ์กรุงลงกา เห็นอย่างนี้แล้วก็พอจะเชื่อมจุดประวัติศาสตร์ความเชื่อได้ลางๆ ว่าเรื่องเทพต่อสู้กับยักษ์ของทั้งสองวัฒนธรรมนี้คงเป็นเรื่องราวที่มาจากแหล่งความเชื่อเดียวกัน ที่เชื่ออย่างนี้ก็เพราะชนชาติกรีกโบราณนั้นมีสายหลักที่อพยพมาจากสายอินโด-ยูโรเปียน ซึ่งก็คือสายเดียวกับพวกที่อพยพลงไปยังอินเดียนั่นเอง ที่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือภาษากรีกหลายคำมีเสียงและความหมายคล้ายกับภาษาสันสกฤตมาก คงไม่ผิดที่จะตีความว่ารากของความเชื่อทั้งสองชนชาตินี้มาจากที่เดียวกัน

รูปแกะสลักหลายๆชิ้นในมิวเซียมนี้ส่วนมากใหญ่โตและน่าทึ่งมาก งานแกะสลักนูนสูงรูปพญาสิงห์ตะปบลูกวัวนั้นน่ากลัวนัก ทั้งกล้ามเนื้อและกรงเล็บ ความเขม็งเกรี้ยวของท่าทางทำให้รู้สึกขนลุกขึ้นมาได้ อีกรูปที่เห็นแล้วตัวชาคือนางเมดูซ่าสาปให้ยักษ์กลายเป็นหิน ตัวนางเมดูซ่ามีงูร้อยม้วนเป็นพัสตราภรณ์ ยืนสาปด้วยกิริยาเย็นเฉียบ ช่างฝีมือเอกที่รับงานนี้คงเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในปฐพีทีเดียว เพราะสามารถดึงความลับในจิตใจมนุษย์มาใส่ในรูปที่ตัวปั้นได้

ยังมีรูปแกะสลักหินอ่อนชิ้นอื่นๆที่พลัดพรากจากวิหารนี้ไป หลายชิ้นไปตั้งอยู่ที่พิพิธพัณฑ์แห่งชาติของอังกฤษ ถือเป็นหนึ่งในคอลเล็คชั่นชิ้นเอกที่สร้างรายได้ให้กับพิพิธภัณฑ์อังกฤษเป็นอย่างมาก เหตุผลที่ของจริงระเห็จไปอยู่อังกฤษก็เพราะพวกเติร์กแงะเอาไปขายถูกๆด้วยไม่รู้ค่า แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่ยังหลุดรอดมาได้จากการเป็นเป้าลองกระสุนปืน หรือถูกเอาไปหั่นทำบันได!

น่าจะถือเป็นเรื่องกาลเวลาและโชคชะตาที่พัดพาไปขนาดนั้น นับเป็นร้อยปีที่อังกฤษครอบครองรูปสลักต่างๆเหล่านี้อยู่ กินเงินไปหลายหมื่นล้านปอนด์จากนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมงานอันเลิศเลอของชาวกรีก ก็เป็นธรรมดาที่ทำให้คนกรีกนั้นรู้สึกเป็นเดือดเป็นแค้น อยากจะได้งานแกะสลักที่ถูกเติร์กแอบเอาไปขายกลับคืนมา มีกลุ่มคนตั้งองค์กรเพื่อต่อรองกลับอังกฤษ ไปขอเจรจาให้ส่งรูปสลักต่างๆของวิหารกลับคืน ผู้นำขององค์กรนี้เป็นซูเปอร์สตาร์หญิงคนหนึ่งของกรีซที่ใช้ความโด่งดังมีชื่อเสียงเป็นตัวสร้างกระแสชาตินิยมขึ้น สั่งสมให้ประชาชนกรีกโกรธแค้นรัฐบาลอังกฤษ มีการประท้วงแบบทั้งอ่อนและแข็ง แต่อย่างไรก็ตามทีท่าของอังกฤษก็คล้ายๆกับจะเลิกคิ้วถามว่า แล้วไงเหรอ? เรื่องมันนานนมมากแล้วนะ เท่านั้นเอง

ของบางอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จะย้อนเข็มนาฬิกาก็คงไม่ได้ หากลองคิดดูเล่นๆอย่างนี้ ว่าถ้าอังกฤษคืนรูปปั้น พิพิธภัณฑ์ลูฟท์ในปารีสก็ต้องทำอย่างเดียวกัน ที่อื่นๆในโลกที่ได้รูปสลักจากไหนต่อไหนมา ไม่ว่าจะวิธีใดก็คงต้องส่งกลับคืนกันให้สับสนวุ่นวายไปหมด จริงอยู่ที่วัตถุทางศิลปวัฒนธรรมเป็นความภูมิใจของชาติ แต่ของชาติไหนก็ยังเป็นเรื่องถกเถียงกันไม่สิ้น

ย้อนกลับมาที่เอเธนส์ ยอดเขาหินอะโครโพลิสนี้อยู่สูงใจกลางเมือง ฉันมองไปรอบๆเห็นตึกรามบ้านช่องในเอเธนส์แผ่ไปไกลสุดลูกหูลูกตา ฝั่งหนึ่งสุดตาเห็นหุบเขา อีกฝั่งเห็นไปได้ไกลถึงฝั่งทะเลอีเจียน มองเห็นเรือเดินสมุทรอยู่ไกลลิบๆ แน่นอนที่ในสมัยโบราณยอดเขานี้จึงเป็นหนึ่งเดียวที่เล็งภัยจากข้าศึก และเป็นที่สุดท้ายที่จะถูกบุกเข้าถึง

ตีนเขานี้มีโรงละครกลางแจ้งแบบโคลอสเซียม อยู่สองโรง โรงหนึ่งมีชื่อว่า อีโรดิโอ (Irodio) ส่วนอีกโรงชื่อ ดีโอนิสซู (Dionissou) ปัจจุบันเขาก็ยังใช้เป็นที่แสดงดนตรีทุกๆฤดูร้อน น่าเสียดายที่มาฤดูหนาว ไม่งั้นคงได้นั่งฟังเขาบรรเลงเพลงที่นี่ ทางเดินรอบๆตีนเขาอะโครโพลิสนี้มีต้นมะกอกขึ้นอยู่เต็มไปหมด ถึงเอเธนส์จะเป็นเมืองใหญ่ แถบนี้ก็ยังเป็นธรรมชาติที่เขารักษาเอาไว้ได้

ขาลงจากอะโครโพลิส ฟ้าเริ่มมืด ฉันเดินลัดเลาะออกมาทางป่ามะกอกคดเคี้ยว ออกมาไกลเรื่อยจนถึงย่านตลาดนัดขายของที่ระลึก ผู้คนพลุกพล่าน เดินดูนู่นดูนี่จนฟ้ามืดสนิท มาถึงสแควร์ที่เรียกโมนาสเตอรากี มองย้อนไปยังยอดอะโครโพลิส เห็นไฟเปิดสว่าง เหมือนกับวิหารพาเธนอนลอยอยู่บนสวรรค์.

No comments: