Tuesday, November 15, 2005

พัก



โดย ส.

ฉันป่วย

ไข้หวัดมันรุมเร้า ให้ร่างกายมันปวดและปวกเปียก ลุกไม่ขึ้น จากที่ปู้ยี่ปู้ยำร่างกายด้วยงานดึกดื่น ไม่หลับไม่นอนมาหลายอาทิตย์ วันนี้ก็ถึงแก่การล้มหมอนนอนเสื่อ

เช้านี้มีงานที่ออฟฟิศรออยู่ กำลังเข้าขั้นเดทไลน์ แต่ก็ช่างมันเถิด ปล่อยให้มันรออยู่อย่างนั้น...

ขลุกขลักๆ ควานหากระปุกยาที่ลิ้นชักหัวเตียง ฉันกระดืบตัวขึ้นจากผ้าห่มช้าๆ เอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำ กระดกเม็ดยาเข้าปาก กลืนน้ำตาม ปล่อยให้ทั้งยาและน้ำไหลระเรื่อยลงคอ แล้วก็สอดตัวกลับเข้าที่นอน ปล่อยตัวให้จมอยู่อย่างนั้น โลกจะวุ่นวายขนาดไหน ปล่อยให้มันเป็นไป ปล่อยยามันออกฤทธิ์ สำแดง กำราบ รู้สึกลมหายใจเข้าออกเป็นเพียงผะแผ่ว

หมอนและที่นอนกำลังดูดฉันละลายลงไปช้าๆ

...

ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง รู้สึกว่าความปวดหายไป มองดูนาฬิกาเห็นว่าบ่ายคล้อยแล้ว แต่แขนขายังซึมกะทืออยู่ ฉันขยับปลายเท้าและนิ้วมือเพื่อเรียกกำลังวังชา แล้วก็ขืนใจเอนหลังลุกขึ้น รู้สึกว่าปอดหายใจเอาลมเข้าได้มากกว่าเดิม ฉันสูดอากาศเย็นๆในห้องเข้าไปอีก ท่ามกลางความเอื่อยเฉื่อยนี้ จิตใจมันมู่ทู่ สมองปฏิบัติการได้เชื่องช้าเสียเหลือเกิน

ฉันเปิดน้ำร้อนอาบ ปล่อยให้น้ำอุ่นเป็นควันไหลบ่าออกมาละลายความซึมกะทือออก ขยับตัวยืดหดให้กล้ามเนื้อทื่อๆกลับมายึดหยุ่นดังเดิม บิดตัวซ้าย บิดตัวขวา ขยับขา ชูแขน เงยหน้าขึ้นแช่อยู่อย่างนั้นชั่วครู่ แล้วฉันก็หมุนก๊อกให้น้ำเย็นไหลมาแทนที่ จากความอุ่นที่เชื่องช้า ก็กลายเป็นความเย็นที่เย็นขึ้นๆไหลมาปะทะผิว ที่นี้เย็นราวกับน้ำที่ไหลออกมาจากตู้เย็น กล้ามเนื้อและผิวกายซู่ขึ้นมาทันใด ฉันหายใจเอาอากาศสดๆจากความเย็นนี้จนสุดปอด จากนั้นก็ปิดก๊อก

...

ฟ้าเริ่มมืดลง ฉันเดินออกมาจากซอย ผ่านคนงานซ่อมถนนที่กำลังเก็บข้าวของเครื่องมือเตรียมกลับบ้าน รู้สึกโล่งเหมือนวันนี้เป็นวันสุดท้ายของโลก เดินมาถึงตึกหัวมุมที่มีโรงเรียนสอนโยคะ คิดในใจ วันนี้รู้สึกเหมือนไร้กาลเวลา

ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ขยับเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกาย ชั่วโมงผ่านไป เลือดไหลเวียนทั่ว ภาวะไร้กาลเวลานี้ ฉันรู้สึกถึงชีวิตที่เคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวหนังของตัวเอง สังเกตได้ตั้งแต่ปลายนิ้วเท้า ไปจนถึงหนังหัว ดูเหมือนโยคะจะบอกให้รู้หมด ว่าส่วนไหนของร่างกายที่สว่างแจ่มใส และส่วนไหนที่ยังอ่อนปวกเปียก หรือส่วนที่เราละเลย

อาจารย์เขมานันทะเคยเล่าให้ฟังว่า ไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลแล้วบอกเพื่อนว่า "ขอให้ป่วยให้สบายนะ" ตอนนั้นฉันฟังแล้วก็สงสัยในใจ อาจารย์พูดอะไร คนป่วยอยู่ มันจะไปสบายได้อย่างไร ถึงวันนี้ ได้ป่วยอยู่คนเดียว ได้สำรวจลมหายใจอยู่คนเดียว สำรวจการเคลื่อนไหวของพลังงานในร่างกายนี้อย่างใกล้ๆ คนเดียว แล้วใจก็สว่างขึ้นมา เข้าใจว่า "ป่วยให้สบาย" ที่อาจารย์เคยพูดถึงก็คือ การพักโลกที่เราไปคิดไปวุ่นวายอยู่ กลับมาสู่ร่างกาย อยู่กับลมหายใจ อยู่กับขณะนี้ ในโลกที่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าลมหายใจ นั่นละคือความ "สบาย"

ฟ้ามืดสนิทแล้ว ฉันเดินกลับบ้าน หัวใจส่องสว่าง.

No comments: